จะเขียน

6.5.08

เธอสะอื้นไห้เบาๆ ผมได้แต่เพียงกอดเธอไว้แน่น
น้ำตาเปียกชื้น น้ำเสียงขาดหาย
วินาทีนี้เธอช่างดูอ่อนแอ
ความบอบช้ำในใจซึมไหลออกมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นผู้หญิงร้องไห้
การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องแปลก
หากแต่ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกผู้ชายคนหนึ่งที่ผมรู้จักทำให้ร้องไห้
ผู้ชายคนที่ผมเรียกว่า เพื่อน

เธอสะอื้นไห้เบาๆ ผมได้แต่เพียงกอดเธอไว้แน่น
ผมหวังว่ากอดนี้จะช่วยปิดแผลในใจ หยุดน้ำตาที่ซึมไหล
ผมรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้ให้กับความทรงจำในอดีต อดีตที่เธอเคยมีความสุข
ความสุขที่พังทลาย ความสุขที่ไม่มีวันหวนกลับมาหาเธออีก

15.2.08

ความจริง

ความจริงคืออะไร?

ในโลกที่ทุกอย่างช่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความจริงคืออะไร อยู่ที่ไหน

บางครั้ง ความจริงก็กลับกลายเป็นภาพลวงตาในชั่วข้ามคืน
บางครั้ง ความจริงก็จางหายไปเหมือนอย่างหมอกควัน
บางครั้ง ความจริงอาจไม่เคยมีอยู่จริง

...

นานมาแล้ว มีชายคนหนึ่ง เป็นผู้รอบรู้ เขาประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่เขาทำ เขามีภรรยาที่แสนดี เขามีทุกสิ่งที่ชายคนหนึ่งพึงต้องการ

มีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังไม่พบ สิ่งนั้นคือ ความจริง

ภรรยาของเขาเข้าใจดี จึงบอกแก่เขา "เธอจงออกเดินทาง เพื่อค้นหาความจริงเถิด"

เขาจึงร่ำลาภรรยา ออกเดินทางเพียงตัวคนเดียว เพื่อค้นหาความจริง

เขาเดินทางแสนไกล ผ่านป่า ผ่านทะเล ผ่านเขาสูง ผ่านเหวลึก เขาเดินทางเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เขาไม่พบความจริง

แต่เขาไม่หยุดค้นหา เขายังคงเดินทางต่อไป

แล้ววันหนึ่ง เขาก็หยุดยืนอยู่หน้าถ้ำบนเขาสูง เขารู้ทันทีว่า การเดินทางของเขาสิ้นสุดลงแล้ว

เขาเดินเข้าไปข้างในถ้ำ และเขาก็พบกับ ความจริง

ความจริง คือหญิงชราผู้หนึ่ง ผู้ที่มีนิ้วมือหยาบยาวเก้งก้าง ผิวหน้าเหี่ยวย่นเหมือนเปลือกไม้ขรุขระ หลังค่อมงุ้ม มีฟันเหลือในปากเพียงสองสามซี่ ไม่มีความงามใดๆ อยู่ในตัวความจริงแม้แต่น้อย

หากแต่ชายผู้ตามหาความจริงไม่แยแสในรูปร่างหน้าตาของความจริง เขาเริ่มพูดคุยกับความจริง และเขาก็มั่นใจว่า หญิงอัปลักษณ์ผู้นี้คือความจริงอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย

เขาจึงพักอยู่ในถ้ำนั้น เขาคุยกับความจริงทุกวัน เขาเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากความจริง ความจริงสอนเขาทุกสิ่งที่เธอรู้โดยไม่ปิดบัง เขาเรียนรู้ เรียนรู้ และเรียนรู้ อยู่ในถ้ำของความจริงเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม

หนึ่งปีผ่านไป เขาพบว่า เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างจากความจริงจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีคำถามและข้อสงสัยอะไรอีกต่อไป

เขาเตรียมตัวออกเดินทางกลับบ้าน เขาพร้อมจะออกเดินกลับไปสู่โลกกว้างเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของความจริงให้ทุกคนได้รู้ เขากล่าวร่ำลาและกล่าวขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่ความจริงมอบให้กับเขา

เขาบอกแก่ความจริงว่าเขาไม่มีสิ่งมีค่าใดจะให้เป็นการตอบแทน แต่หากมีสิ่งใดที่เขาพอจะทำให้ความจริงได้ เขายินดี

ความจริงหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง และบอกเขาว่า เธอมีสิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียว

เขาบอกว่า เขาพร้อมทำทุกอย่างที่ความจริงขอ

ความจริงจึงบอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาพูดถึงความจริง หรือบอกเล่าแก่ชาวโลกในทุกสิ่งที่ความจริงพร่ำสอนเขา หากมีใครก็ตามถามถึงความจริงว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร จงบอกแก่ผู้นั้นว่า ความจริงคือหญิงสาวที่แสนสวยอ่อนวัย

และนั่นคือสิ่งเดียวที่ความจริงขอ

12.4.07

ด้วยรักและอาลัย

ยิ่งกว่ามืดมิดคือบอดใบ้
ยิ่งกว่าหนาวกายคือหนาวใจ
ยิ่งกว่าห่างเหินคือร้างรา

ยิ่งกว่าเหงาคือคิดถึง
ยิ่งกว่าร่ำไห้คือโศกเศร้า
ยิ่งกว่าอดีตคือลืมอดีตไม่ลง

ยิ่งกว่าเลือดคือบาดแผล
ยิ่งกว่าใกล้ตายคือความตาย
ยิ่งกว่าสิ้นกายคือสิ้นใจ
ยิ่งกว่าสิ้นใจคือสิ้นเธอ

ผมรู้ว่าผมจะไม่มีวันได้พบเธออีก
ผมไม่เสียใจ
เพราะเธอคือรอยยิ้มในวันที่ผมร้องไห้
เธอคือความรักที่ผมมอบให้กับโลกนี้
เธอคือส่วนหนึ่งของผม
เสมอมาและตลอดไป

(เขียน ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐, วันครบรอบหนึ่งปี)

17.1.07

คุณเดินเล่นอยู่บนทางเดินริมลำธาร ทางเดินเส้นเล็กๆ ไม่ได้สูงไปกว่าระดับน้ำในลำธารสักเท่าไหร่ เสียงน้ำไหลทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ผิวน้ำของลำธารใสราวกับแก้วเนื้อดี คุณสามารถมองเห็นก้อนหินที่กองกระจัดกระจายอยู่ที่ก้นลำธารได้ชัด ส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กที่คงจะถูกกระแสน้ำพัดไปมาหลายสิบหลายร้อยปีจนกลมมน มีทั้งก้อนหินเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือไปจนกระทั่งหินกลมแบนขนาดเท่าฝ่ามือ บางแห่งของก้นลำธารก็มองไม่เห็นก้อนหินอย่างที่ว่าแต่กลับมองเห็นแค่เพียงผืนน้ำสีดำสนิท คุณแน่ใจว่าน้ำไม่ได้ขุ่นจนมองลงไปไม่เห็นก้นลำธาร แต่อาจเป็นไปได้ว่าแถบนั้นมีหินก้อนใหญ่ดำทะมึนอยู่ หรือไม่ระดับน้ำบริเวณนั้นก็คงจะต้องลึกมากจนมองไม่เห็นอะไร นอกจากก้อนหินในลำธารนี้ก็ยังมีใบเขียวๆ เรียวยาวของพืชน้ำที่ถูกกระแสน้ำพัดให้ลู่ไหวอยู่ตลอดเวลา ขณะที่คุณกำลังมองดูใบไม้แห้งใบหนึ่งที่ลอยปริ่มอยู่บนผิวน้ำคุณก็มองเห็นปลาตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่ ขนาดตัวของมันไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าฝ่ามือของคุณ คุณเดินเข้าไปใกล้ลำธารเพื่อดูปลาตัวนั้น

-----

คุณนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน บนโต๊ะเขียนหนังสือมีโคมไฟหลอดไส้ส่องแสงสว่างจ้า นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาเที่ยงคืนครึ่ง เสียงเข็มนาฬิกาเดินดังก้องกลางเวลาดึกที่เงียบสงัด คุณเริ่มรู้สึกเพลียจากการทำงาน คุณรู้สึกถึงลมหายใจหนักเหนื่อย คุณรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจแผ่วล้าที่กำลังสูบฉีดเลือดข้นหนืดให้แล่นไหลไปยังทุกส่วนของร่างกาย ตาทั้งสองข้างรู้สึกแสบระเคือง เวลาที่คุณปิดเปลือกตาก็จะรู้สึกร้อนระบมที่นัยน์ตา คุณละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน คุณกวาดสายตาไปรอบห้องที่มืดสลัว คุณรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มองความมืดที่เย็นสบายตา คุณมองผ่านฝาผนังห้องที่รกเกะกะด้วยรูปภาพและโปสเตอร์หนังไปจนถึงตู้หนังสือ ที่ตู้หนังสือคุณมองไล่ผ่านสันหนังสือทีละเล่มไปเรื่อยจนสุดอีกด้านหนึ่งของตู้ ข้างตู้หนังสือก็ยังมีหนังสือวางระเกะระกะอยู่บนพื้นอีก สุดท้ายสายตาคุณไปหยุดอยู่ที่ประตูห้องซึ่งแง้มเปิดอยู่ ที่รอยแง้มนั้นคุณเห็นแสงสีแดงสลัวดูประหลาดตาส่องวูบวาบมาจากด้านนอกห้อง คุณอยากรู้ว่าแสงนั้นคือแสงอะไร คุณลุกขึ้นและเดินไปที่ประตู คุณเปิดประตู

-----

คุณเดินผ่านพื้นที่เก่าแก่กลางซอย เก่าเหมือนกับว่าคุณกำลังเดินอยู่ในความทรงจำในวัยเด็ก รอบตัวคุณเต็มไปด้วยต้นไม้และทางเดินก็ไม่ใช่ถนนลาดยางหรือถนนปูน หากแต่เป็นพื้นดินที่ถูกอัดจนแน่นเรียบให้เดินสบายเท้า ข้างทางเดินเต็มไปด้วยร่องสวนที่ขุดไว้สลับกับแปลงปลูกต้นไม้ ร่องสวนมีขนาดกว้างไม่เกินวาสองวาและก็ยาวไม่มากนัก สวนถูกทิ้งให้รกร้าง บางแห่งมีต้นกล้วยขึ้นเป็นกอใหญ่ มีต้นมะพร้าวขนาดย่อมอยู่ประปราย มีทางมะพร้าวที่แห้งคาต้นมะพร้าวและมีลูกมะพร้าวแห้งที่ร่วงจากต้นลงมากองอยู่กระจัดกระจายตามพื้น บ้างก็ตกลงไปลอยอยู่ในท้องร่อง ในละแวกนั้นมีบ้านไม้เก่าแก่อยู่สองสามหลัง มีอยู่หลังหนึ่งที่สะดุดตาคุณคุณจึงเดินเข้าไปดู คุณแน่ใจว่าบ้านหลังนี้คงจะร้างแล้วเพราะว่าทุกอย่างดูทรุดโทรมขาดการดูแล บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ที่สร้างอย่างง่ายๆ มีใต้ถุนบ้านสูงโปร่ง ที่ใต้ถุนบ้านมีเรือไม้ที่ถูกยกขึ้นจากน้ำมาเก็บไว้นานหลายปีแล้ว มีไม้พายเรียวสวยฝีมือประนีตที่ทำจากไม้เนื้อดีวางอยู่คู่กัน จากใต้ถุนบ้านมีบันไดไม้สำหรับเดินขึ้นไปบนตัวบ้าน คุณเดินขึ้นบันได ที่ชั้นบนของบ้านมีห้องหับอยู่หลายห้อง มีอยู่ห้องหนึ่งดูท่าทางน่าจะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน ประตูห้องเปิดแง้มอยู่ คุณมองลอดเข้าไปเห็นตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้อัด มีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางข้าวของกระจุกกระจิก แสงแดดยามเย็นส่องสาดสีแดงอ่อนๆ กระทบกับข้าวของบนโต๊ะนั่นดูช่างลึกลับน่าค้นหา คุณรู้สึกสนใจใคร่รู้ คุณตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป

-----

คุณเจอตัวประหลาดตัวเล็กตัวหนึ่งยืนอยู่ที่ข้างหลังประตู มันตัวเล็กกว่าคุณ สูงไม่เกินเอวของคุณ ตัวมันเรืองแสงสีแดงจางๆ เหมือนกับก้อนถ่านไม้แดงสุก มันมีเขาสองเขาบนหัว มีหางยาวแกว่งไปมา ที่หางมีปลายแหลมเหมือนปลายศร ดูโดยรวมเหมือนกับปีศาจที่เห็นในการ์ตูนโทรทัศน์ เจ้าตัวประหลาดกำลังมองหาอะไรอยู่สักอย่าง มันไม่ได้ตกใจกลัวหรือว่าแสดงทีท่าประหลาดใจตอนที่คุณเปิดประตูออกไปพบกับมัน มันยังคงเดินวนไปมาข้างหลังบานประตู เป็นเวลากว่าชั่วอึดใจก่อนที่ตัวประหลาดสีแดงเริ่มแสดงออกว่ามันต้องการสื่อสารกับคุณ มันแหงนหน้ามองดูคุณ ดูมันสงบนิ่ง หากแต่ตอนนี้มันจ้องคุณด้วยดวงตาสีเหลืองร้อน

มันตั้งคำถาม ชีวิตคืออะไร

------

คุณเดินผ่านประตูเข้าไปในห้อง ห้องรับแขกถูกออกแบบไว้อย่างสวยงาม ที่ฝาผนังห้องมีรูปเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่แขวนอยู่ ที่มุมห้องหนึ่งมีตู้ไม้ที่ประดับด้วยกระจกใสมีเครื่องแก้วเจียรไนสวยหรูจัดวางอยู่เป็นชุดสวยงาม ที่อีกมุมห้องมีตู้หนังสือขนาดใหญ่ คุณเห็นหนังสือปรัชญา หนังสือสารานุกรมเล่มใหญ่หลายเล่มวางเรียงกันครบชุด ที่กลางห้องมีโต๊ะรับแขกขนาดเล็กรายล้อมด้วยเก้าอี้บุนวมท่าทางนั่งสบาย บนโต๊ะนั้นมีแก้ววิสกี้ก้นหนาวางอยู่ ในแก้วยังมีวิสกี้สีอำพันเหลือติดก้นแก้ว ทุกอย่างในห้องล้วนวางอยู่นิ่งสนิท จะมีก็เพียงที่ตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีปลาแหวกว่ายไปมา ในตู้ปลามีปลาสีขาวเผือกตัวค่อนข้างใหญ่อยู่สองสามตัว มีตัวนึงท่าทางประหลาด ดูเหมือนมันกำลังจ้องตาคุณ คุณเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้แน่ใจ

-----


คุณยืนมองฝาผนัง ในห้องมีเพียงแสงสลัวคุณจึงมองเห็นอะไรได้ไม่มาก ฝาผนังดูว่างเปล่า มันไม่ได้สะอาด เพียงแต่ว่างเปล่า คุณมองอยู่นาน คุณไม่ได้คิดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเธอ ในหัวคุณไม่มีภาพอื่นนอกจากภาพของเธอ คุณไม่มีสมาธิ คุณได้แต่คิดวกไปวนมาถึงความทรงจำที่เกี่ยวกับเธอ คุณไม่ชอบที่คุณไม่อาจรักเธอได้ คุณรู้สึกทรมานใจที่ไม่อาจได้ครอบครองเธอ แต่คุณก็เข้าใจว่าคุณไม่ควรจะคิดมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอ คุณไม่ได้คิดจริงจังกับเธอและเธอเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีจริงจังอะไรเช่นเดียวกัน คุณแน่ใจว่าคุณไม่ได้รักเธอ คุณไม่อยากจะโหยไห้ทรมานให้กับคนที่คุณไม่ได้รัก คุณไม่อยากรักเธอแต่ว่าก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณต้องการอะไร

คุณคิดถึงคำถามต่างๆ คุณดำรงอยู่เพื่ออะไร คุณทำเพื่อใคร ชีวิตคืออะไร

-----

คุณกลายเป็นมดตัวหนึ่ง คุณกำลังเดินอยู่บนพื้นดินอุ่นชื้น รอบตัวเต็มไปด้วยต้นหญ้าและซากใบไม้แห้ง คุณเห็นกบที่ดูสง่าผ่าเผย คุณเห็นตั๊กแตนตำข้าวแขนขายาวเก้งก้าง คุณดูไม่ออกว่ามันมีหน้าตายังไง แต่ที่คุณเห็นมันคือสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพช หน้าตาไม่น่าพิศมัย ฟันฟางไม่มี

คุณนึกถึงปลาหลายชนิดที่ถูกจับมาขายในตลาดสด ปลาที่ถูกขังอยู่ในกะละมังพลาสติก อ้าปากเพยิบพยาบ มีฟันเรียวเล็ก ในกะละมังที่มีปลานับร้อย มีกี่ตัวที่ยังมีชีวิต มีกี่ตัวที่ไร้ชีวิต อยู่หรือเป็นคละเคล้ากันจนแยกไม่ออก ที่อยู่ก็ยังอยู่ไป ที่ตายก็ตายไป หากแต่ว่าอะไรคือความหมายของการดิ้นรนอยู่ในกะละมัง หากไม่ดิ้น ก็อาจตาย หากดิ้นก็อาจตาย หากดิ้นก็อาจอยู่รอด หากไม่ดิ้นก็อาจอยู่รอด หากอยู่รอดจะอยู่รอดเพื่ออะไร หากตายจะตายเพื่ออะไร

คุณกลายเป็นแมงมุมน้ำ คุณเดินอยู่บนผิวน้ำของลำธารใส

ปลาตัวหนึ่งกระโจนขึ้นมาเหนือผิวน้ำ มันอ้าปากกว้าง มันกลืนคุณเข้าไป

21.12.06

“ที่บ้านผมก็เลี้ยงหมาครับ มันชื่อไอ้ข้าวตัง”

“จริงเหรอค่ะ แล้วเจ้าข้าวตังหน้าตาเค้าเป็นยังไงค่ะ”

ผมคิดในใจ ค่ะ กับ คะ มันออกเสียงเหมือนกันซะที่ไหน

“อ๋อ มันก็เป็นหมาบ้านหน้าตาธรรมดาๆ ครับ”

“เหรอค่ะ มีรูปของเค้ามั้ยค่ะ”

“เดี๋ยวนะครับ ขอหาก่อน” ไม้เอกมหัศจรรย์ยังตามมาหลอกหลอน

“แหม อยากเห็นจังเลยค่ะ”

แล้วไป ‘ค่ะ’ นี้เขียนถูกแล้ว ในที่สุดภาษาไทยก็รอดชีวิต

“เจอแล้วครับ เดี๋ยวส่งให้ดูครับ”

“จริงเหรอค่ะ ขอบคุณค่ะ”

“...” (...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เธอคงไม่รู้จริงๆ)

15.11.06

เฟาสท์

สองสามปีก่อนได้ซื้อหนังสือแปลเรื่อง เฟาสท์ ที่แปลเป็นภาษาไทยโดย รศ.ดร.อำภา โอตระกูล แต่เดิมเรื่องเฟาสท์เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวเยอรมันที่เล่าเรื่องของด็อกเตอร์โยฮานน์ เฟาสท์ (ที่คาดว่ามีตัวตนอยู่จริงในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15) ที่นำชีวิตเข้าไปข้องเกี่ยวกับเมฟิสโทเฟเลสซึ่งเป็นปีศาจที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ นิทานเรื่องเฟาสท์ถูกนำมาใช้เป็นพื้นของเรื่องเล่าต่างๆ โดยนักเขียนหลายคนรวมถึงนักเขียนชื่อก้องโลกชาวเยอรมัน โยฮานน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่ ด้วย

วันนี้เปิดเจอไฟล์เก่าๆ ที่เคยคัดลอกบางบทของหนังสือแปลเรื่องเฟาสท์เอาไว้ ก็เลยเอามาให้อ่านเล่นกัน ถ้าสนใจ ก็เข้าไปดูได้ใน comment ครับ

28.10.06

ไปเถิด เจ้าความเศร้า
และจงไปบอกเธอว่า
เมื่อไม่มีเธอ ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
ช่วยไปบอกเธอ ช่วยไปวอนเธอ
ให้กลับมาหากัน
เพราะความเศร้าโศกมันเกินจะทนไหว
โอ้ ...ช่างอ้างว้างเดียวดาย
ในโลกแห่งความจริงที่ไม่มีเธอ
ช่างไม่เป็นสุข ช่างปราศจากความงามใดๆ
มีเพียงความเศร้าโหยไห้
ที่เกาะกุมใจไม่ยอมจากไป
ไม่ยอมจากไป
ไม่ยอมจากไป
แต่หากเธอกลับมา
หากเธอกลับคืนมา
ช่างงดงามเพียงใด
ช่างวิเศษเพียงใด
และหากจะนับปลาน้อยใหญ่
ที่แหวกว่ายอยู่ในทะเล
ก็คงเป็นเพียงจำนวนน้อยนิด
เมื่อเทียบกับรอยจุมพิต
ที่ฉันจะพร่ำพรมลงบนริมฝีปากเธอ
ในวงแขนฉัน
จะเต็มไปด้วยอ้อมกอดนับล้านครั้ง
ที่แนบสนิทเช่นนี้ ที่แนบแน่นเช่นนี้ ที่นิ่งนานเช่นนี้
คลอเคลียโลมลูบจุมพิต
ไม่มีเลิกรา
พอกันที ที่ต้องอยู่ไกลกัน
พอกันที ที่เธอต้องอยู่ไกลฉัน
พอกันที
ที่ฉันต้องอยู่โดยไม่มีเธอ

-----
เรียบเรียงจากเพลง Chega de Saudade โดย Antonio Carlos Jobim

1.9.06

คนบ้ามั่นใจว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริง มีดาวเคราะห์อยู่ในห้วงจักรวาลมากมายเกินจะนับได้หมด นั่นก็หมายความว่าต้องมีโอกาสที่จะพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่บ้าง ดังนั้นคนบ้าจึงเริ่มการค้นหาในท้องฟ้ายามรัตติกาล

“RA 5h 32m, Dec 89 degrees 15 arc”

คนบ้าอ่านออกเสียงพิกัดพร้อมกับออกแรงปรับจานรับสัญญาณหน้าตาประหลาดที่ตั้งอยู่บนขาตั้งแบบเคลื่อนย้ายได้

คนบ้าถึงจะบ้าแต่ก็ไม่โง่ คนบ้าใช้เงินทุนน้อยนิดจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นแล้วก็สร้างจานรับสัญญาณวิทยุขึ้นมา แน่นอนว่าคนบ้าออกแบบจานรับสัญญาณนั้นเอง และก็แน่นอนอีกว่าไม่มีใครเข้าใจว่ามันทำงานยังไงรวมทั้งตัวคนบ้าเองด้วย แต่คนบ้าก็ดีใจที่สร้างมันได้จนเสร็จและดูเหมือนว่ามันก็ทำงานได้ดี สำหรับคนบ้ามันเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณที่เข้าท่าที่สุดในโลก จานรับสัญญาณของคนบ้าเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องขยายสัญญาณ และเครื่องขยายสัญญาณก็ต่ออยู่กับเครื่องพิมพ์แบบเข็มกระแทกรุ่นโบราณ คนบ้าปฏิเสธการบันทึกข้อมูลลงบนแถบแม่เหล็กหรือบนฮาร์ดไดรฟ์ความจุสูง การพิมพ์ข้อมูลลงกระดาษดูเท่กว่าเป็นไหนๆ จนถึงตอนนี้ข้อมูลถูกพิมพ์ออกมามากมายก่ายกอง คนบ้าดีใจกับกองกระดาษบันทึกข้อมูลจนเนื้อเต้น จากนี้ไปยังมีข้อมูลให้ต้องวิเคราะห์อีกมาก ถึงแม้ว่าคนบ้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากจุดไหนก็ตามที

“RA 2h 7m, Dec 36 degrees 34 arc”

คนบ้าอ่านออกเสียงพิกัดพร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วก็หมุนจานรับสัญญาณไปยังพิกัดที่ว่า

วัวธรรมดาตัวหนึ่งยืนมองคนบ้าจากกลางทุ่ง มันยืนสงบเสงี่ยมกินหญ้า วัวธรรมดาไม่เข้าใจและไม่อยากใส่ใจว่าคนบ้ากำลังทำอะไร วัวธรรมดาไม่เข้าใจว่าการฟังเสียงบู๊บบี๊บปู๊ปปิ๊ปจากเครื่องมือหน้าตาประหลาดมันน่าสนุกตรงไหน ที่แย่ที่สุดก็คือวัวธรรมดาไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงต้องมาสนใจขบคิดเรื่องของคนบ้า อาจจะเป็นเพราะเมื่อสองวันก่อนมีคนหน้าตาพิลึกเอาหญ้ามาป้อนให้วัวธรรมดากิน แล้วหลังจากที่วัวธรรมดากินหญ้านั่นวัวธรรมดาก็เริ่มคิดเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดาสำหรับวัวธรรมดา อย่างเช่นเรื่องการปรับปรุงรสชาติของหญ้าพันธุ์ต่างๆ เรื่องคลอโรฟิลล์สีเขียวในใบหญ้า หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการสะสมหญ้าไว้กินในฤดูหนาว วัวธรรมดาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้วัวธรรมดาไม่เคยคิดสนใจเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

“RA 6h 19m, Dec 79 degrees 11 arc”

คนบ้าอ่านออกเสียงพิกัดอีกพลางหมุนปรับจานรับสัญญาณอีกครั้งอย่างทะมัดทะแมง

ยังมีวัวบ้าอีกตัวหนึ่งอยู่ในทุ่ง มันไม่ใช่วัวธรรมดาตัวเดียวกับที่กำลังยืนมองคนบ้า วัวบ้าเคยเป็นวัวธรรมดาตัวหนึ่งที่วันก่อนมีคนนั่งรถไฟมาไกลจากต่างเมืองเพื่อที่จะมาดูตัววัวบ้าแล้วก็ถ่ายรูปของวัวบ้ากลับไปดู วัวบ้ารู้สึกทึ่งกับแสงแว่บวูบจากกล้องถ่ายรูปและวัวบ้าก็ยืนค้างอยู่ที่ริมรางรถไฟหลายชั่วโมงด้วยความงุนงงจากแสงนั้น แต่หลังจากนั้นวัวบ้าก็ใช้ชีวิตกินหญ้าไปวันๆ หากแต่วันนี้อากาศตอนกลางวันร้อนจัดและวัวบ้าก็ยืนตากแดดนานพอที่จะทำให้วัวบ้าบ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงตอนนี้วัวบ้ากลายเป็นวัวบ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดตัวหนึ่งที่ไม่สนใจแม้แต่เรื่องกินหญ้า เรื่องพันธุ์หญ้า หรือว่าเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลก

“RA 4h 19m, Dec 79 degrees +12 to +18”

คนบ้าอ่านออกเสียงพิกัดอีกแล้ว คราวนี้ยังแกว่งจานรับสัญญาณไปมาอย่างกับคนบ้าอีกด้วย

วัวบ้ารำคาญเสียงของคนบ้า จึงออกวิ่งชนจานรับสัญญาณล้มลงพังเสียหายไม่เป็นท่า

และอีกห้าวินาทีหลังจากนั้น คนบ้าก็จะหันไปมองจานรับสัญญาณ และคนบ้าจะต้องตกตะลึงที่ได้เห็นจานรับสัญญาณถูกวัวบ้าทำลายจนพังยับเยิน

และอีกสี่ชั่วโมงหลังจากนั้นคนเลี้ยงวัวจะตื่นเพื่อเตรียมรีดนมวัว คนเลี้ยงวัวกำลังจะซื้อโทรทัศน์สีเครื่องใหม่พร้อมจานรับสัญญาณรุ่นใหม่แทนอันเก่าที่เพิ่งจะพังไป

และเมื่อสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนมนุษย์ต่างดาวตัวสีเขียวเพิ่งแวะมาเยี่ยมและป้อนอาหารทดลองให้วัวธรรมดาตัวหนึ่ง มนุษย์ต่างดาวรู้สีกทึ่งที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบนโลกที่ต่างไปจากเมื่อหลายหมี่นปีก่อนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากที่คราวก่อนพวกมนุษย์ต่างดาวนำเอาอาหารทดลองมาป้อนให้ลัตว์สองขาตระกูลลิงฝูงนึงที่ปีนป่ายต้นไม้อยู่ในป่าทวีปแอฟริกา

29.8.06

ผมนึกสนุก สัมภาษณ์น้องสาวที่กำลังเดินหงุดหงิดไปมาอยู่ในบ้าน วันนี้อากาศร้อน แล้วผมก็กำลังอยู่ระหว่างหยุดพักร้อน

“ไหนลองบอกเรื่องที่น่าสนใจที่สุดในวันนี้มาซิ”
“พี่โอมกินแล้วก็นอน”
“แค่นั้นเองเหรอ?”
“แล้วก็ตื่นมานอน แล้วก็กิน”
“จบล๊ะ?”
“แล้วก็ถามปุ้มว่าวันนี้เราจะกินอะไรดี”
อันนี้ผมได้แต่หัวเราะ
“แล้วปุ้มก็นอน แล้วพี่โอมก็กิน”
แล้วน้องสาวก็เดินไปนอนเล่นบนตั่งไม้ ผมก็เลยขอบทส่งท้าย
“สรุปว่าชีวิตพี่โอมมีแค่กินแล้วก็นอน”

ป.ล. เรื่องนี้เขียนแค่สามนาที แต่สองพี่น้องนั่งหัวเราะกันเกือบห้านาที

11.7.06

เมื่อนกน้อยร้องเพลงเริงร่า
และท้องฟ้าใสแดดส่องจ้า
นั่นอาจเป็นฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อทุ่งหญ้าป่าเขาเขียวขจี
และสายลมอุ่นพัดวี
นั่นอาจเป็นฤดูร้อน

เมื่อทุกเวลาช่างสดใส
และเผลออมยิ้มเมื่อคิดถึงใคร
นั่นอาจเป็นความรัก

18.4.06

ค่ำปลายฤดูหนาว โต๊ะกินข้าวริมหน้าต่าง
มื้อค่ำเชื่องช้า ฝืดคอ
ผมนั่งมองเธอ เธอนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง
ผมหมดเรื่องพูด เธอหมดความสนใจ
เธอซ่อนความรู้สึกไว้หลังดวงตาเย็นชา
เธอปิดประตูใจไว้ด้วยขวากหนามแหลม
เธอฝังผมไว้ในความเงียบดำมืดน่าอึดอัด
เปลวไฟจากเทียนไขบนโต๊ะหัวเราะร่า
ไหม้เผาทุกความสุขออกจากทุกความทรงจำ
หรือนี่เป็นคืนสุดท้าย?
อาจจะใช่ อาจจะไม่ใช่
ผมตกหลุมภวังค์
ก้อนหินใหญ่ในถ้ำไม่ขยับไหว
โลกรอบตัวโห่ก้องดังอยู่ในหัว
ผมมองตาที่ไร้ความรู้สึกคู่นั้น
ดวงตาที่ตอนนี้จับจ้องมองโลกนอกหน้าต่าง
เธอกรีดใบมีดคม เลือดแดงไหลท่วมถนน
ผมไม่แยแส
เธอจากหายไป
ผมออกเดิน
ฝนตกพรำ ถนนแฉะ
เธอเดินไปข้างๆ ผม

7.4.06

ผมฟังเพลงนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ มันไม่ใช่เพลงแนวที่ผมชอบฟังสักเท่าไหร่ หรือจะว่าชอบก็ได้ (เอ้า ชอบก็ได้ฟะ ใจง่ายซะแล้ว) อันที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้ดีเด่เพราะพริ้งอะไรมากมายนัก แต่วันดีคืนดีผมก็ต้องขุดค้นหาเพลงนี้ขึ้นมาเปิดฟังอีกจนได้ ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้หายคิดถึง เพลงนี้เป็นเพลงบรรเลงที่แสนจะธรรมดา ท่วงทำนองออกไปทางแนวเพลงปลุกใจให้ฮึกเหิม (ว่าไปเรื่อย) แต่ในความธรรมดามันกลับไม่ยักกะธรรมดา ก็มันทำให้ผมฉีกมุมปากยิ้มได้ทุกครั้ง! สาเหตุหน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าผมบ้า ฮ่าๆ นั่งยิ้มคนเดียวได้นะ (อ๊ะล้อเล่น ถึงจะบ้าจริงก็เหอะ ) อืม สาเหตุก็อยู่ที่คนคนนึงที่ผมเคยเปิดเพลงนี้ให้ฟัง ตอนนั้นเรากำลังนั่งอยู่บนรถบัส ผมก็เปิดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาตัวโปรดแล้วก็กำลังฟังเพลงของผมไปตามเรื่อง วันก่อนหน้านั้นเพื่อนคนนึงเพิ่งจะส่งเพลงปลุกใจชวนอมยิ้มที่ว่านี้มาให้ ผมว่าแนวเพลงมันแปลกดีก็เลยถอดหูฟังส่งให้เธอลองฟังดู เธอก็ว่าง่ายรับไปฟังโดยดี ผมก็รอดูว่าเธอจะว่ายังไง ผมรู้ว่าเธอมีนิสัยชอบหยอกล้อเล่นสนุก ครั้งนั้นก็เหมือนกัน หลังจากที่เธอฟังเพลงไปได้แล้วสักพักก็เริ่มออกอาการแปลกๆ เธอส่ายตัวโยกหัวกะด๊อกกะแด๊กไปมาเหมือนจิ้งจกสติแตกโดนแมลงสาบเอาหนวดจี้เอว แถมยังทำหลับตาพริ้มยิ้มหน้าระรื่นกวนประสาท น่ารักน่าชังซะอย่างนั้น อ่ะนะ แล้วผมทำไง ผมชอบตัวประหลาดครับ ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลได้ไม่รังเกียจ แต่ว่าให้ลองฟังเพลงแล้วมีอาการเพี้ยนขนาดนี้ก็เลยได้แค่กึ่งเอ็นดูแล้วก็กึ่งหมั่นเขี้ยว อยากจะเขกหัวยัยตัวดีแบบเน้นๆ งามๆ สักสองสามที :)

29.3.06

คุณอธิบายว่ามันเป็นหนังสือแปล เขียนโดยชายคนหนึ่งซึ่งรอนแรมท่องเที่ยวไปตามชนบทป่าเขาเพื่อที่จะค้นหาสถานที่ที่เรียกว่าขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ

จริงเหรอ?

คุณพูดต่อ คุณเล่าว่า ดูเหมือนกับว่าที่ชายคนนั้นตัดสินใจออกเดินทางก็เพราะหมอตรวจอาการป่วยของเขาแล้ววินิจฉัยว่าเขาจะต้องตายด้วยโรคมะเร็งในเวลาไม่กี่เดือน เขาจึงออกเดินทางไกล พบปะผู้คน แลกเปลี่ยนเรื่องเรื่องราวและบทสนทนา เขาชอบเล่าเรื่อง ในหนังสือของเขามักจะมีเรื่องเล่าปรัมปรา นิทานพื้นบ้าน เพลงโบราณ มีอยู่เพลงหนึ่งที่คุณเพิ่งจะอ่านไปเมื่อสักครู่ เป็นเพลงที่เขาได้ฟังจากพ่อเพลงที่เป็นชาวเขา คุณบอกว่าคุณจะอ่านให้ฟัง

เมื่อจันทราส่องแสงนวล
จงอย่าจุดคบเพลิงส่องทาง
ถ้าคุณจุดคบเพลิงส่องทาง
จันทร์เจ้าคงเศร้าใจ

เมื่อต้นผักออกดอกบานสะพรั่ง
จงอย่าถือตะกร้าเก็บดอกไม้ไปในสวน
ถ้าคุณถือตะกร้าออกไปตัดดอกไม้ในสวน
ต้นผักเจ้าคงเศร้าใจ

ถ้าคุณให้คำสัญญาไว้กับหญิงสาวที่รักคุณ
จงอย่าเกี้ยวหญิงอื่น
ถ้าคุณพูดจาเกี้ยวหญิงอื่น
สาวเจ้าคงเศร้าใจ

คุณบอกว่าคุณนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งที่คุณได้ยินบ่อยสมัยที่คุณเป็นเด็ก คุณชอบเสียงร้องกินใจของนักร้องคนนั้น คุณนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาก็เพราะคุณรู้สึกว่ามันสื่อความคิดคล้ายกับเพลงของพ่อเพลงชาวเขานั่น เพลงร้องว่า

ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง
ซึ่งคุณเคยบอกว่ารัก รัก รัก ยิ่งนัก
ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง
ซึ่งคุณสมัคร เป็นทาสดวงใจ
เพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองตลิ่ง
อกคุณแอบอิง อกหญิงคนไหน
ยังชมว่าสวย เหมือนดังเดือนผ่อง
เผ้าปองรักใคร่ จำได้ไหมคุณ
คุณชมดวงตา ว่าสุกเหมือนดาว
คุณชมผิวสาว ว่าขาวเหมือนนุ่น
คุณชมกลิ่นแก้ม ว่าหอมละมุน
ซ้ำชมว่าอุ่น ยามหนุนอุรา
ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง
ซึ่งคุณเคยบอกว่ารัก รัก รัก เท่าฟ้า
ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง
ซึ่งคุณเพ้อว่า เป็นยอดบูชาของคุณ

คุณบอกว่าเพลงแบบนี้ดูเหมือนจะมีเนื้อหาเรียบง่ายธรรมดาหากแต่เต็มไปด้วยความคิดละเมียดละไม เพลงมักจะเล่าเรื่องราวของผู้คนโดยใช้คำที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา เพลงเก่าพวกนี้มักจะเน้นการอธิบายความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอ่อนไหว และท่วงทำนองโหยเอื้อนก็ถูกขับกล่อมออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกของนักร้อง สะอาดสวยงามแต่ก็เหงาวังเวง

เศร้าจังเลย เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นที่ฟังสบายใจกว่านี้กันดีกว่า

คุณพยักหน้ารับ

7.12.05

ร้านกาแฟ, หนังสือ, กาแฟหนึ่งแก้ว
๔๕ นาที, แก้วเปล่า, ใบเสร็จ
ประตู, ท้องฟ้าสีฟ้า, ทางเดินเท้า
ถนน, ลมฤดูร้อน, รถยนต์
ไฟสัญญาณจราจร, ทางม้าลาย, อีกฝั่งหนึ่งของถนน
ร้านขายซีดีเพลง, หูฟัง, ซีดีใหม่
พนักงานขาย, ธนบัตร, เหรียญ
ป้ายหยุดรถประจำทาง, การจราจรที่คับคั่ง, รถโดยสารประจำทาง
เหรียญ, ตั๋วรถ, ๓๐ นาที
ป้ายหยุดรถประจำทาง, สวนสาธารณะ, บ่ายที่แสนสบาย
นักปั่นจักรยาน, นักสเก็ต, นักวิ่งออกกำลังกาย
ทางเดินเท้าเล็กๆ, ขั้นบันได, เก้าอี้ไม้สีเขียว
หนังสือ, เครื่องเล่นซีดี, หูฟัง
ซีดีแผ่นใหม่, ๑๕ นาที, ซีดีแผ่นเก่า
หนังสือ, ซีดีแผ่นเก่า, เวลาสองสามชั่วโมง
เวลาเย็น, อาทิตย์ตกดิน, ท้องฟ้าสีทอง
ทางเดินเท้าเล็กๆ, ป้ายหยุดรถประจำทาง, เสาไฟข้างถนน
ธนบัตร, ตั๋วรถ, เหรียญ
ป้ายหยุดรถประจำทาง, ใจกลางเมือง, ร้านกาแฟ

26.10.05

ผจญภัย

คุณอยากจะผจญภัยรึ
ง่ายนิดเดียว
สิ่งแรกที่คุณต้องมี ก็คือเวลาว่างสักครึ่งค่อนวัน หรือจะนานกว่านั้นก็ได้
ชุดลำลองกับรองเท้าใส่สบายสักคู่
และที่จะขาดไม่ได้เลยคือความกระตือรือร้นต่อสิ่งรอบตัว
คุณจะต้องใช้มัน มากและบ่อยเชียว
ต่อจากนี้ไป จะใกล้ จะไกล ไม่สำคัญ
แต่จำไว้ว่าตอนนี้กำลังผจญภัย กำลังหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิต
ดังนั้น ในระหว่างการเดินทาง ให้หลีกเส้นทางที่คุ้นเคยซะ
พยายามลองเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป
ถนนเส้นใหม่ที่ทุกวันอาจจะเคยขับรถผ่าน เคยมอง แต่ไม่เคยเลี้ยวเข้าไป
หรืออาจจะเป็นป้ายรถเมล์ที่นั่งผ่านไปมาทุกวันแต่ไม่เคยแวะลง
หรืออาจจะเป็นร้านขายหนังสือมือสอง ตลาดขายของสด
เกาะกลางทะเล หรือภูเขาสักลูก
เดินเข้าไปเลย อย่างเบิกบาน อย่างกระตือรือร้น
เดินเข้าสู่ดินแดนใหม่ที่คุณไม่เคยไปมาก่อน
อย่าเข้าใจผิดว่าคุณมาพักผ่อน
อย่าปล่อยให้ตัวคุณว่างเกินไป นี่คุณมาผจญภัยนะ
อย่างที่บอกไปแล้ว การผจญภัยจะสนุกมากขึ้นหากคุณมีความกระตือรือร้นต่อสิ่งใหม่ที่อยู่รอบตัว
เดินให้ช้าและมองให้รอบ ให้ละเอียด
หยุดสังเกตทุกรายละเอียดสี แสง ลวดลายของสิ่งต่างๆ ในทุกตารางมิลลิเมตร
ใบไม้ มดสักตัว เปลือกหอย หรือหนังสือแปลกๆ ที่คุณไม่เคยคิดจะหยิบอ่าน
ลายไม้ของประตูไม้เก่า สีเขียวของใบไม้
เปิดหูรับฟังเสียงของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบ
สูดลมหายใจให้ยาว ทำตัวให้กลมกลืนไปกับที่นั้นๆ
ถ้ามีวัวอยู่แถวนั้น ก็อย่าลืมร้องมอมอใส่พวกมันสักหน่อย
ถ้ามีรถเข็นไอติมก็ลองอุดหนุนดูบ้างสิ เลือกชิมรสที่คุณไม่เคยลอง
ถ้ามีต้นไม้ขนาดพอเหมาะ ก็ลองปีนเล่นดูให้รู้สิว่าจะขึ้นไปถึงบนยอดได้ไหม
ถ้ามีตั๋วรถเมล์เก่าๆ ตกอยู่สักใบนึงก็ลองหยิบขึ้นมาอ่านดูตัวเลขทุกตัว
ถ้าเจอคนที่น่าสนใจก็อย่ากลัวที่จะเข้าไปทักทาย
บางครั้งการพูดคุยกับคนแปลกหน้าก็เพิ่มสีสันให้กับการผจญภัยได้ไม่น้อย
ลองถามพวกเค้าดูสิว่า บนเหรียญบาทมีเลขหนึ่งอยู่กี่ตัว หรือว่าพวกเค้ามีฟันในปากทั้งหมดกี่ซี่
(อย่าลืมแอบสังเกตว่าแต่ละคนมีวิธีนับฟันยังไง แล้วคุณจะต้องประหลาดใจ)
ตอนนี้เอง ที่คุณกำลังทำตัวเป็นคนช่างคิดช่างสังเกต
ตอนนี้เอง ที่คุณกำลังเดินไปข้างหน้าเพื่อที่จะค้นพบสิ่งใหม่ๆ
ตอนนี้เอง ที่คุณกำลังเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งรอบตัวราวกับว่าไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นมาก่อน
ตอนนี้หล่ะ คุณกลายเป็นนักผจญภัยแล้ว

4.10.05

คุณเริ่มชวนเธอคุยด้วยบทสนทนาประหลาดๆ อันที่จริงคุณอยากจะพูดอะไรที่เข้าท่ากว่านั้น แต่ดูเหมือนคุณมีเวลาให้คิดเพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนที่โอกาสนั้นจะจางหายไปอย่างกับสายหมอก เธอเองก็คงจะคิดว่าคุณเป็นคนแปลก ซึ่งก็ไม่ผิดเลยซะทีเดียว แต่อย่างน้อยตอนนี้เธอก็คุยอยู่กับคุณแล้ว

เธอบอกว่าเธอไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างที่คุณคิด เธอเองก็เป็นนักท่องเที่ยวจากต่างแดนเหมือนกับคุณ เธอไม่แปลกใจที่คุณทายเชื้อชาติของเธอผิด ผู้คนมักจะทายเชื้อชาติของเธอผิดเสมอแม้เวลาที่เธออยู่ในประเทศบ้านเกิดของเธอเองก็ตาม คุณชวนเธอคุยเรื่องสัพเพเหระ คุณชอบวิธีที่เธอพูดจา เธอไม่ใช่คนที่พูดเรื่อยเปื่อยเจื้อยแจ้วหรือห้วนสั้นขัดหู เธอพูดเหมือนกับคุณครูใจดีที่กำลังเล่านิทานให้เด็กฟัง เสียงนุ่มที่ชอบลากยาว ช้า แต่ชวนให้อยากฟัง

เธอถือหนังสือนำเที่ยวเล่มเล็กอยู่ในมือ คุณชอบที่เธอใช้นิ้วมือสองสามนิ้วคั่นหน้าหนังสือที่สนใจไว้พร้อมกันหลายๆ หน้า คุณเองก็ชอบทำแบบนั้นเหมือนกัน เธอพยายามจะชี้รูปในหน้าหนังสือให้คุณดูว่าจุดท่องเที่ยวไหนที่เธอไปเที่ยวมาแล้วและที่ไหนที่เธอกำลังจะไป คุณแสร้งทำเป็นมองเห็นไม่ถนัดเพื่อที่จะได้ขยับเข้าไปใกล้เธอ อันที่จริงคุณก็อยากจะขยับเข้าไปให้ใกล้กว่านั้นอีกแต่ว่าคุณก็ไม่ได้ทำ คุณไม่ได้ซักถามอะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นมากนัก คุณอยากปล่อยให้เธออ่านหนังสือไปอย่างนั้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้มองเธอให้นาน คุณรู้สึกตื่นเต้นเวลาที่มองเธอใกล้ๆ แบบนี้ เวลาที่ได้พิจารณาดูขนตายาวเรียวที่เธอปัดแต่งเอาไว้งอนสวย หรือจะเป็นตาหวานฉ่ำชวนมองคู่นั้น เวลาที่เธอสบตาคุณก็มักจะมีรอยยิ้มเล็กๆ แถมให้ แต่นั่นคุณอาจจะคิดไปเองแล้วก็อาจจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปก็ได้

ที่คุณรู้สึกประหลาดใจปนชอบใจมากที่สุดก็คือขณะที่เธอเดินอ้อยอิ่งไปกับคุณ ระหว่างที่เธอเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้คุณฟัง หรือระหว่างที่ตอบคำถามแปลกประหลาดของคุณ หลายครั้งเธอจะหยุดเดินเอาซะเฉยๆ แล้วเมื่อคุณหยุดตาม เธอก็จะหันตัวมาคุยกับคุณเหมือนต้องการให้คุณให้ความสำคัญกับคำสนทนานั้นอย่างเต็มที่ และพอเธอพูดจบคุณก็ได้แต่ยิ้มถ่วงเวลาช่วงที่คุณจะได้มองเธอเต็มตาแบบนั้นไว้ ก่อนที่จะต้องเริ่มออกเดินต่อไป ช่วงเวลาขณะที่เธอหยุดเดินแล้วหันมาคุยกับคุณแบบนั้นเอง ที่คุณอยากจะหยุดเข็มนาฬิกาไว้ให้นิ่งสนิทสักสองสามปี

7.7.05

ร้านก๋วยเตี๋ยว

ผมตื่นนอนเพราะเสียงร้องของนกกระจอกตัวจิ๋วสิบกว่าตัวที่ถือดีมาเกาะอยู่บนขอบหน้าต่างห้องนอนผมโดยไม่ได้รับเชิญ ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีเรื่องให้พูดคุยกันได้ตลอดทั้งเช้า ทุกตัวแข่งกันร้องจิ๊บๆ พร้อมกับกระโดดพลางหันหัวไปมา เสียงร้องอลเวงของนกตัวจิ๋วนับสิบทำให้ผมนอนต่อไม่ได้ ผมบิดขี้เกียจไปมาอยู่บนเตียง เหลือบไปมองดูนาฬิกา สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว ผมลุกขึ้นจากเตียง ท้องว่างและรู้สึกหิว

ผมล้างหน้าล้างตา แต่งตัวง่ายๆ ลากรองเท้าแตะแล้วออกเดินจากบ้านไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ในเมื่อผมตื่นสายและพลาดอาหารเช้าไปแล้วผมจึงกะว่ามื้อเที่ยงวันนี้ต้องกินให้เยอะหน่อยเพื่อเป็นการชดเชย ไม่ถึงห้านาทีผมก็เดินมาถึงร้านขายก๋วยเตี๋ยว ถึงแม้ว่าร้านขายก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่สำหรับผมก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้อร่อยไม่เป็นรองร้านไหนในแถบนี้ ที่หน้าร้านมีตู้ไม้ที่ถูกประกอบขึ้นอย่างง่ายๆ มีกระจกใสกั้นไว้ข้างหน้าตั้งอยู่ตู้หนึ่ง ในตู้เต็มไปด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบต่างๆ ผักหลายชนิดและลูกชิ้นปลาสีขาวกองอยู่เต็มมุมข้างหนึ่ง ข้างตู้ยังมีถังใบใหญ่ใส่น้ำแช่ถั่วงอกขาวสดไว้ พอเดินเข้าไปในร้านก็จะเห็นโต๊ะวางชิดผนังห้องแคบๆ ทั้งสองข้างรวมได้สิบกว่าโต๊ะ แต่ละโต๊ะมีที่ให้ลูกค้านั่งได้สี่ห้าคน โต๊ะเป็นโต๊ะไม้แต่ว่าหุ้มผิวโต๊ะด้วยสแตนเลสแบบที่นิยมใช้กันตามร้านก๋วยเตี๋ยวละแวกนี้ บนโต๊ะมีเครื่องปรุงสำหรับก๋วยเตี๋ยว มีแก้วใบโตที่มีตะเกียบไม้ใส่อยู่เต็ม มีกล่องใส่ช้อน มีกล่องพลาสติกที่ใช่ใส่กระดาษเช็ดปาก บนกล่องมีตัวเลขสีแดงตัวโตที่คงจะเป็นหมายเลขโต๊ะในร้าน บนเพดานมีพัดลมไฟฟ้าตัวโตที่คงถูกเปิดใช้งานทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น ที่ท้ายร้านมีโทรทัศน์เครื่องหนึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ ผมไม่เห็นว่ามีใครนั่งดู

ตั้งแต่สายจรดบ่ายจะมีลูกค้าแน่นเต็มร้านเสมอ ยังไม่นับลูกค้าที่มาซื้อก๋วยเตี๋ยวเพื่อนำกลับไปกินที่บ้าน ดูจากรูปร่างหน้าตาคนทำก๋วยเตี๋ยวคงจะเป็นคนเชื้อสายจีน มีลูกมือช่วยทำอีกสามคน ในเวลาหนึ่งนาทีพวกเขาสามารถทำก๋วยเตี๋ยวได้กว่าสี่ชาม คนทำก๋วยเตี๋ยวจะเคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว หยิบเส้นก๋วยเตี๋ยวไปลวกในหม้อน้ำใบใหญ่ที่ถูกต้มให้เดือดปุดๆ ด้วยฟืนไม้ สักพักก็หยิบเครื่องปรุงต่างๆ ใส่ตามกันลงไปจากนั้นจึงโยนก๋วยเตี๋ยวลงในชามอย่างว่องไวแม่นยำ พวกลูกมือก็จะคอยเพิ่มเครื่องปรุงต่างๆ ตามที่ลูกค้าสั่งเอาไว้ ท่าทางพวกเขาจะยุ่งกันมากแต่ก็ทำงานเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน

วันนี้คนแน่นตามเคย บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในสำนักงานละแวกนี้ บางกลุ่มก็พูดคุยกันสนุกสนาน บางกลุ่มก็รีบร้อนกินให้เสร็จโดยเร็ว ลูกค้าส่วนใหญ่มาแล้วก็ไปในเวลายี่สิบนาที แต่ผมนั่งกินอย่างไม่รีบร้อน วันนี้ผมไม่ต้องไปทำธุระอะไรที่ไหน ความสุขของผมตอนนี้ก็คือการกินก๋วยเตี๋ยวตรงหน้า วันนี้ก๋วยเตี๋ยวอร่อยเหมือนทุกๆวัน ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวชามที่สอง ตั้งใจว่าจะค่อยๆ นั่งกินและสังเกตความเป็นไปในร้านอีกสักพัก

ยังไม่ไปหรอก ผมไม่ยอมอิ่มง่ายๆ หรอก

5.6.05

ผมไม่เคยดูหนังในโรงหนังตอนเช้าวันอาทิตย์ ถึงแม้ว่าการไปดูหนังในตอนเช้าวันอาทิตย์จะฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ บางครั้งก็ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องธรรมดาที่อาจจะเคยทำมาแล้วนับร้อยนับพันครั้งในชีวิตอาจกลับกลายเป็นเรื่องใหม่เมื่อมันเกิดขึ้นในเวลาที่แปลกไปจากปรกติ อย่างเช่นเมื่ออาทิตย์ก่อนผมก็รู้สึกตื่นเต้นกับการไปว่ายน้ำตอนเช้าตรู่ของวันพุธเป็นครั้งแรกในชีวิต หรือเมื่อสองสามเดือนก่อนก็เป็นครั้งแรกที่ผมไปเล่นแบดมินตันตอนดึกของวันจันทร์เป็นครั้งแรกในชีวิต ผมคิดว่าการลองทำอะไรที่ผิดเวลาแบบนี้บางครั้งก็ทำให้กิจกรรมที่จำเจกลับกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นมามากทีเดียว

ผมไปถึงโรงหนังเวลาเก้าโมงครึ่ง เช้าวันอาทิตย์แบบนี้ผู้คนส่วนใหญ่ยังนอนหลับพักผ่อนกันอยู่ ช่องขายตั๋วยังปิดอยู่ มีคนมายืนรอเพื่อซื้อตั๋วอยู่บริเวณหน้าโรงหนังเพียงสามสี่คน เมื่อเห็นอย่างนั้นผมจึงเดินเล่นดูแผ่นป้ายโฆษณาหนังเรื่องอื่นที่จัดแสดงอยู่ในตู้กระจกข้างฝาผนังไปพลางๆ โรงหนังนี้ไม่ใช่โรงหนังขนาดใหญ่และก็ไม่ทันสมัยเทียบเท่ากับโรงหนังที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามเมืองใหญ่ หากแต่โรงหนังแห่งนี้เคยเป็นโรงละครเวทีของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปละครเวทีและการแสดงต่างๆ ก็เริ่มหมดความนิยม โรงละครจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นโรงหนังเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้โรงหนังแห่งนี้จึงยังเป็นสถานที่ให้ความบันเทิงแก่คนในชุมชนอยู่เช่นเดิม แต่หนังที่นำมาฉายมักจะแตกต่างไปจากโรงหนังใหม่ๆ ที่ฉายหนังตามกระแสเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับบริษัทผู้ผลิตหนัง* หนังที่จะฉายในโรงหนังเล็กๆ แห่งนี้มักจะเป็นหนังที่มาจากกลุ่มผู้สร้างหนังรายย่อยซึ่งมักจะมีรูปแบบที่ต่างออกไปจากหนังตลาดทั่วไปโดยรวมถึงหนังใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างและหนังเก่าที่หาดูยาก อย่างเช่นหนังที่ผมตั้งใจจะมาดูวันนี้ก็เป็นหนังเก่าที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่ผมเคยอ่านหนังสือมาก่อนและก็รู้สึกประทับใจ ผมถึงได้ตัดสินใจตื่นแต่เช้าวันอาทิตย์เพื่อมาดูให้ได้

ผมเดินเล่นอยู่ไม่นานพนักงานก็เริ่มเปิดขายตั๋ว ผมรอจนกระทั่งคนสี่ห้าคนนั้นซื้อตั๋วจนเสร็จแล้วถึงเดินเข้าไปซื้อตั๋วเป็นคนสุดท้าย พนักงานคนที่ขายตั๋วบอกกับผมว่าวันนี้มีกาแฟให้ดื่มฟรีเนื่องจากว่าเป็นหนังรอบพิเศษในเช้าวันอาทิตย์ พร้อมทั้งชี้ไปยังโต๊ะที่มีกระติกใส่กาแฟพร้อมทั้งแก้วพลาสติกวางอยู่ ผมกล่าวขอบคุณสำหรับคำแนะนำแล้วจึงเดินไปรินกาแฟใส่ถ้วย กาแฟกลิ่นหอมรสชาติดีคงจะเพิ่งถูกชงใหม่ๆ ทำให้ผมรู้สึกสดชื่น ผมค่อยๆ จิบกาแฟอย่างสบายใจพลางคิดถึงการต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อน้ำอัดลมราคาแสนแพงตามร้านขายเครื่องดื่มหน้าโรงหนังสมัยใหม่ ผมได้แต่นึกชื่นชมโรงหนังเล็กๆ แห่งนี้ที่เข้าใจดูแลเอาใจใส่ลูกค้าด้วยความเป็นกันเอง

พนักงานคนเดิมเดินออกมาจากช่องขายตั๋วเพื่อมาเปิดประตูโรงหนังและเชิญให้ทุกคนเดินเข้าโรงหนัง ผมเลือกนั่งบริเวณด้านหลังของโรงหนังเหมือนเช่นทุกครั้ง เก้าอี้ไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตอนที่ผมนั่ง แสงในโรงหนังค่อนข้างน้อยผมจึงต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อปรับสายตาให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว ผมซดกาแฟหยดสุดท้าย แสงไฟหรี่ลงอีก ม่านเปิดออกและหนังก็เริ่มฉาย

2.6.05

ผม
ตัวคนเดียว
ว่างเปล่า เลื่อนลอย
เงียบเหงา...

เธอ
รัตติกาล
ดวงหน้าใส

สัมผัส
แนบชิด อบอุ่น
หวานชื่น... เนิ่นนาน

ผม
ตัวคนเดียว
ไกลห่าง รอคอย
หอมกลิ่นเธอทุกลมหายใจ

12.3.05

คุณและเธอกำลังเดินอยู่บนถนนเส้นเล็กกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน เธอบอกว่าเธอชอบเดินเล่นบริเวณศูนย์กลางเมืองในวันที่อากาศดีแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นวันหยุดที่มีผู้คนออกมาเดินเล่นกันมากมายเธอจะชอบมากเป็นพิเศษ เธอชอบมองดูแม่ที่เดินจูงมือลูกตัวน้อยที่กำลังร้องไห้งอแง เธอชอบดูคุณตาคุณยายที่ถือไม้เท้าออกมาเดินเล่นไปด้วยกันเนิบนาบเชื่องช้า เธอชอบฟังเสียงเพลงของนักดนตรีพเนจรที่เล่นเครื่องดนตรีคู่ใจด้วยความดื่มด่ำอยู่บนสนามหญ้าในสวนสาธารณะกลางเมือง สรุปได้ว่าเธอชอบที่จะอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมา เธอว่ามันดูมีชีวิตชีวาดี เวลาที่มีคนออกมาเดินเยอะแยะแบบนี้เมืองก็จะดูคล้ายกับสวนสนุกย่อมๆ เลยทีเดียว

คุณว่าเธอชอบอะไรแปลกๆ แต่ก็เป็นความชอบที่น่าสนใจดี

เธอมองไปมารอบๆ แล้วก็หัวเราะคิกคักพร้อมกับชี้ให้คุณดูรถจักรยานคันหนึ่งที่มีเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ติดอยู่ที่ล้อหลังซึ่งทำให้เกิดเสียงแปลกๆ เวลาที่ล้อรถหมุน เธอแวะอ่านพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่หน้าร้านขายหนังสือแต่ก็ไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์เล่มไหนมาอ่านต่อ เธอขอให้คุณหยุดตอนที่เดินมาถึงหน้าร้านขายรองเท้า เธอมองดูรองเท้าสามสี่คู่ได้สักพักแล้วจู่ๆ ก็บอกคุณว่าเธอเคยฝันอยากจะมีร้านขายรองเท้าเป็นของตัวเอง แล้วทุกวันเธอจะได้ลองรองเท้าใหม่ๆ ไม่ซ้ำกัน หรือแต่ก่อนเธอก็เคยฝันอยากจะมีร้านขายหนังสือเป็นของตัวเองเพื่อที่จะได้มีหนังสือใหม่ๆ อ่านทุกวัน เธอคิดว่าเจ้าของร้านหนังสือและร้านขายรองเท้าตัวจริงคงจะมีชีวิตประจำวันที่มีความสุขไม่ใช่น้อย

คุณไม่ได้พูดอะไรตอบ ได้แต่เดินตามเธอไปเรื่อยๆ

เธอพาคุณเดินมาถึงหน้าแผงขายผลไม้แห่งหนึ่งในตลาดสดกลางเมือง เธอถามคุณว่าคุณอยากกินส้มมั้ย หรือว่าคุณอยากจะกินผลไม้อย่างอื่น คุณบอกว่าคุณอยากจะได้กล้วยสักหนึ่งหวี เธอว่านั่นมันเยอะเกินไปสำหรับคุณ เธอหันไปเจรจาซื้อขายกับคนขายผลไม้อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายได้ส้มและกล้วยมาอย่างละหนึ่งลูก เธอส่งกล้วยให้คุณแล้วจึงเริ่มปอกส้มลูกเล็กจิ๋วนั้นเข้าปากกินอย่างอารมณ์ดี

เธอพาคุณมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้านขายขนม ที่หน้าร้านนั้นมีตู้แสดงของที่มีขนมมากมายวางเรียงไว้สวยงามน่ากิน คุณบอกว่ายังไงก็จะไม่ซื้อขนมให้เธอหรอก เธอไม่ว่าอะไร ได้แต่ทำตาละห้อยจ้องมองขนมในตู้นั้นพร้อมกับส่งเสียงอื้ออ้าอยู่ในลำคอเหมือนเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้น คุณบอกเธอว่าบางครั้งเธอนี่ก็ดูตลกไม่ใช่เล่น เธอหันมาทำหน้าตาล้อเลียนกวนประสาทแล้วก็ยังคงทำเสียงอื้ออ้าเหมือนเด็กเล็กไม่หยุด น่าตีนัก ก็ลองตีดูสิ! จะไม่ซื้อขนมให้จริงเหรอ ก็เพิ่งจะกินส้มไปไม่ใช่รึ? เธอทำหน้างอ แต่แล้วเธอก็พาคุณเดินต่อไป คุณได้แต่อมยิ้ม แล้วก็เดินคู่ไปกับเธอด้วยความเพลิดเพลินใจ

5.3.05

กลับหัว

ผมเปิดหน้าต่างห้องออกกว้างเพราะความสวยงามยามเช้าตรู่ของวันใหม่ที่กำลังเรียกร้องเชิญชวนอยู่ข้างนอก จากหน้าต่างห้องบนชั้นที่สองของบ้านผมสามารถมองเห็นสวนข้างบ้านได้ทั้งหมด ในสวนมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ที่โคนต้นไม้นั่นมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องทะลุลงไปจนถึงพื้นหญ้าที่หนาเข้มคล้ายพรมหนา แดดส่องลงไปยังบริเวณนั้นทำให้บริเวณโคนตันไม้นั้นดูเด่นชวนให้มอง ช่างเหมือนฉากของละครเวทีที่จัดไว้อย่างประณีตสำหรับให้นักแสดงเอกลงไปนั่งปรากฏตัว

ผมอยากใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกภาพข้างหน้านี้ แบบกลับหัว หมายถึงว่าผมนี่แหละ จะกลับหัว ตีลังกา แล้วถ่ายรูปตอนที่กลับหัวอยู่อย่างนั้น

แต่ถ้าผมถ่ายภาพนี้แบบกลับหัว โดยการกลับหัวตัวเองแล้วถ่ายรูปอย่างที่อธิบายไป หรือโดยการกลับแต่ตัวกล้องแล้วถ่ายรูป เมื่อล้างรูปออกมา และเมื่อรูปน้น ถูกส่งไปให้ใครสักคนดู

รูปใบนั้นก็คงถูกกลับหัวให้ดูออกอยู่ดี

คนเรามักจะชอบ ทำ ให้สิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นอย่างที่ต้องการให้มันเป็น ห้องรกถูกจัดให้สะอาด ห้องสีขาวถูกทาสีใหม่ให้เป็นสีแดง คำผิดต้องแก้ให้ถูกต้องตามแบบแผน กระถางต้นไม้ที่เอียงล้มก็จับตั้งตรง คนต้องเดินสองขา หมาต้องเดินสี่ขา นกต้องบินอยู่ในอากาศ ปลาต้องอยู่ในน้ำ

ครั้งหนึ่งผมเคยไปเยี่ยมผู้ใหญ่คนนึง เดินเล่นในบ้านท่าน แล้วยืนหยุดมองรูปวาดรูปหนึ่ง รูปวาดสีน้ำในกรอบกระจกที่ถูกแขวนไว้บนฝาผนัง ผมดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่ก็คิดไปว่ารูปนี้สวยดี เหลือบไปเห็นลายเซ็นของคนวาดรูป อยู่ด้านมุมบนซ้ายมือ ตัวอักษรกลับหัว แปลกมาก ปรกติจิตรกรมักจะลงชื่อตนไว้ที่มุมล่างขวาของภาพ แต่นี่กลับอยู่ด้านบนซ้าย แถมชื่อก็ดูแปลก อ่านไม่ออก เหมือนว่าชื่อนั้นกลับหัวอยู่ ผมถอยห่างออกมาจากภาพแล้วดูรูปภาพนั้นอีกครั้ง

รูปนี้ถูกแขวนกลับหัว

ผู้ใหญ่เจ้าของบ้านเดินมา ผมบอกท่านว่ารูปนี้ถูกติดกลับหัว ท่านยืนมองสักพัก แล้วก็หัวเราะออกมา ท่านบอกว่า จริงด้วย มันถูกติดกลับหัว

แล้วรูปนั้นก็ถูกกลับด้านซะใหม่ให้ไม่กลับหัว

ผมไม่แน่ใจว่า อย่างไหนดีกว่ากัน

19.2.05

การเดิน ป่า หมอก นิทาน

คุณกำลังเดินอยู่บนทางเดินคนเดียว เวลาดึกมากและท้องฟ้าก็มืดแล้ว อากาศหนาวและหมอกเริ่มลงจัด คุณมองดูนาฬิกาข้อมือ อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาเที่ยงคืน หมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้ไม่ใช่เมืองใหญ่จึงไม่น่าแปลกที่เวลาดึกขนาดนี้จะไม่มีใครเดินอยู่อีกแล้วนอกจากคุณ ทางเดินเส้นเล็กที่คุณกำลังเดินอยู่เงียบสนิทเสียจนคุณได้ยินเสียงฝีเท้าของคุณดังชัดเจน ถ้าหากคุณหยุดนิ่งไม่ขยับตัวก็จะไม่มีเสียงอะไรอื่นอีก แสงสว่างจากโคมไฟริมทางมีน้อยมากเพียงพอให้เห็นทางเดินได้แค่ลางๆ โชคยังดีที่คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงมีพระจันทร์ช่วยส่องแสงนวลให้ได้เห็นทางเดินและทิวทัศน์ชานเมืองซึ่งเป็นท้องทุ่งท้องนาเวิ้งว้าง แต่ในทุ่งกว้างก็มีแค่เพียงความว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา

คุณเดินมาจนสุดปลายทางเดิน คุณหยุดมองดูแสงสว่างจากโคมไฟที่อยู่บนเสาไฟฟ้าต้นสุดท้ายที่ตรงสุดทางเดิน แสงสว่างจากหลอดไฟทำให้คุณมองเห็นน้ำค้างที่กำลังโปรยลงมา คุณชอบมองโคมไฟที่ส่องแสงนวลสวยฉ่ำตาในยามค่ำคืนแบบนี้ คุณคิดว่าโคมไฟที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืดที่เงียบเหงาเพียงลำพังนั้นช่างโดดเดี่ยวนัก หากแต่โคมไฟก็ยังคงยืนนิ่งเด่นอยู่เช่นนั้น คอยส่องแสงให้ความสว่างไสวและกระจายความอบอุ่นแก่ทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง เปรียบเสมือนผู้ให้ที่ไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ ยามที่ยังส่องแสงได้ผู้คนต่างก็อาศัยแสงสว่างจากเจ้าโดยไม่สนใจใยดีถึงตัวตนและความเป็นอยู่ของโคมไฟ ตราบจนโคมไฟนั้นหมดแสงสว่างลงเท่านั้นผู้คนจึงจะรู้สึกถึงสิ่งที่ขาดหายไป แต่โคมไฟหรือจะเรียกร้องสิ่งใด ก็คงได้แค่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ให้แสงสว่างไปจนวาระสุดท้ายเช่นนั้นเอง

สุดจากทางเดินตรงนี้ไปก็เป็นชายป่า จากนี้ไปคุณจะต้องเดินผ่านป่าเพื่อที่จะทะลุไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง ที่บริเวณปากทางเข้าป่ามีหินขนาดใหญ่ประมาณสองคนโอบและสูงราวสามสี่เมตรอยู่ก้อนนึง ก้อนหินนั้นเมื่อดูไปแล้วก็มีรูปร่างคล้ายกับสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่าง จะว่าเหมือนกับมนุษย์ยักษ์ตัวย่อมๆ ก็ว่าได้ คุณนึกถึงเรื่องเล่าปรัมปราของชาวสแกนดิเนเวียที่เล่าเกี่ยวกับยักษ์ที่อาศัยอยู่ในป่าหรือที่เรียกว่าโทรลล์ มักจะเล่ากันว่าโทรลล์อาศัยอยู่ในป่าลึก มีนิสัยดุร้ายเจ้าอารมณ์ กินสัตว์ป่าและก็กินมนุษย์เป็นอาหาร บ้างก็เล่าว่าโทรลล์อาจจะถูกฆ่าให้ตายได้หากมันเผลอบอกชื่อของตนออกไป บ้างก็ว่าหากโทรลล์ถูกแสงแดดก็จะแข็งกลายเป็นก้อนหิน คุณคิดว่าบางทีหินก้อนใหญ่ที่ปากทางเข้าป่าก้อนนี้อาจจะเป็นโทรลล์ที่โดนแสงแดดต้องตัวจนแข็งกลายเป็นหินไปก็เป็นได้

คุณเริ่มเดินเข้าป่าโดยไม่ลังเล ทางเดินในป่าไม่มีโคมไฟและต้นไม้ทึบสองข้างทางก็ทำให้ข้างในป่ายิ่งมืดกว่าทางเดินที่คุณเพิ่งเดินผ่านมา แต่คุณก็เดินไปโดยไม่กลัวว่าจะหลงทางแต่อย่างใด คุณรู้จักทางเดินในป่าแถบนี้ดีเพราะว่าคุณเคยเข้ามาเดินเล่นบ่อยๆ คุณรู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนจึงจะใช้เวลาน้อยที่สุดเพื่อที่จะทะลุออกไปยังชายป่าอีกด้านหนึ่ง เมื่อเดินไปได้สักพักก็สายตาของคุณก็เริ่มชินกับความมืดและเริ่มมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบทางเดินได้ลางๆ

ป่าแถบนี้อุดมสมบูรณ์มาก หากใครเดินหลบแดดฤดูร้อนเข้ามาในใจกลางป่าก็จะรู้สึกความเย็นชุ่มของธรรมชาติป่าที่สมบูรณ์ คุณเข้ามาในป่านี้บ่อยๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ บางครั้งคุณก็ใช้เวลาอยู่ในป่านี้นาน ในป่าสงบเงียบ คุณรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้อยู่คนเดียวห่างไกลจากความวุ่นวายของเมือง คุณชอบเดินเล่นอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่ขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่น คุณชอบแหงนมองดูแสงแดดที่ส่องทะลุผ่านชั้นใบไม้หนาลงมาดูเป็นลำเรียวสวย คุณชอบนั่งพักเหนื่อยและสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หอมไปด้วยกลิ่นต้นไม้และกลิ่นผืนดินชอุ่ม คุณชอบขึ้นไปยังยอดเขาสูงในป่าเพื่อมองดูเมืองที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่าง คุณอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งเขตเมืองก็คงจะขยายมาจนถึงป่านี้ และในอนาคตก็คงหาที่สงบเงียบอย่างนี้ไม่ได้อีก

คุณยังคงเดินต่อไปท่ามกลางความมืด หมอกที่ลงจัดทำให้เห็นทางเดินข้างหน้าได้ไม่เกินระยะสิบก้าว คุณคิดว่านี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อย ทัศนวิสัยที่แย่เช่นนี้ทำให้ยากที่จะคาดเดาได้ว่ามีอะไรรอคอยอยู่เบื้องหน้าบ้าง คุณเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากป่าลึกที่อยู่ไกลออกไปทางด้านข้าง มีเรื่องเล่าพิศดารหลายเรื่องเกี่ยวกับอันตรายต่างๆ ในป่าที่คุณเคยได้ยินมาจากคนในหมู่บ้าน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คุณจำได้แม่น เรื่องมีอยู่ว่า นานมาแล้วมีครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่งมีแม่ผู้แก่ชราและลูกชายสองคน ลูกคนโตเป็นคนดีขยันทำงาน ส่วนลูกคนเล็กเป็นคนขี้เกียจและไม่เคยช่วยทำงานใดๆ เลย วันหนึ่งผู้เป็นแม่เกิดป่วยหนัก จึงวานให้ลูกทั้งสองไปเก็บสมุนไพรจากในป่าลึกมาให้เพื่อใช้รักษาโรค พร้อมทั้งกำชับนักหนาว่าให้ทั้งสองคนดูแลซึ่งกันและกันให้ดีเพราะว่าในป่าลึกนั้นมีผีร้ายอยู่ ลูกคนเล็กเกียจคร้านและหาได้มีความกตัญญูต่อมารดาจึงปล่อยให้พี่คนโตเดินทางไปเพียงลำพัง ฝ่ายพี่คนโตก็ไม่ได้ย่อท้อ เดินทางบุกเข้าไปยังป่าลึกจนพบสมุนไพร แต่ขณะที่เดินทางกลับบ้านก็มืดแล้วและหมอกก็ลงจัดจึงทำให้หลงทาง ขณะที่หาทางกลับอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากเหวลึก เมื่อลองฟังดูจึงรู้ว่า เป็นเสียงขอความช่วยเหลือจากผีป่าตนนึง ผีตนนั้นได้รับความทรมานเนื่องจากบาดแผล พุพองและร้องเรียกขอความช่วยเหลือดังโหยหวนน่ากลัวนัก ฝ่ายชายหนุ่มมีใจเมตตาจึงไต่ลงไปที่ก้นเหว และแบ่งยาสมุนไพรที่ตนเก็บมาให้ผีตนนั้นเพื่อบรรเทาความปวดพร้อมทั้งช่วยทำความสะอาดแผลให้เป็นอย่างดีโดยไม่คิดรังเกียจ ผีตนนั้นเห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนดี จึงตอบแทนด้วยแก้วแหวนเงินทองมากมายรวมทั้งบอกทางออกจากป่าลึกให้ ชายหนุ่มจึงรีบเดินทางกลับบ้านและใช้ยารักษาแม่ของตนจนหายดีขึ้น ฝ่ายแม่เมื่อเห็นว่า ลูกปลอดภัยดีและมีสมบัติกลับมาดังนั้นก็ดีใจจึงกล่าวอวยพรชื่นชม ลูกคนเล็กเมื่อเห็นผู้เป็นพี่ ได้แก้วแหวนเงินทองมาก็เกิดความโลภอยากจะได้สมบัติบ้าง จึงออกเดินทางเข้าป่าลึกบ้าง พอตกกลางคืนก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนมาจากก้นเหว เมื่อรู้ว่าเป็นเสียงขอความช่วยเหลือจากผีป่าจึงรีบไต่ลงไปที่ก้นเหว แต่เมื่อพบว่าผีตนนั้นช่างอัปลักษณ์เต็มไปด้วยแผลพุพองที่น่าเกลียดขยะแขยงจึงได้แต่ช่วยด้วยความไม่เต็มใจ บำบัดบาดแผลให้อย่างเสียมิได้จึงกลับทำให้ผีตนนั้นเจ็บทรมานขึ้นกว่าเก่า เมื่อเสร็จแล้วชายหนุ่มกลับขอทรัพย์สมบัติเป็นของตอบแทนอีก ผีตนนั้นเห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนเห็นแก่ได้และไม่ได้มีใจคิดช่วยตนจริงจัง จึงบีบคอชายหนุ่มจนสิ้นใจตายอยู่ที่ก้นเหวนั้นเอง

หมอกลงจัดขึ้นกว่าเก่า คุณเดินต่อไปโดยมีเพียงแสงจันทร์ส่องนำทาง ลมหายใจเริ่มหนักขึ้นด้วยความเหนื่อย คุณรู้สึกได้ว่าน้ำค้างกำลังโปรยลงมาหนักขึ้นและปะทะกับใบหน้าคุณจนเปียกชื้น คุณกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น ซุกมือไว้ในกระเป๋ากางเกงเพื่อให้รู้สึกอุ่นแล้วจึงเดินต่อไป

4.12.04

เสียงเพลงปลายฤดูใบไม้ร่วง

หากจะลองเปรียบเทียบความสวยงามของฤดูกาลกับสาวงาม
ปลายฤดูใบไม้ร่วงที่เต็มไปด้วยสีสันหลากลานตา
ก็คงเป็นดั่งหญิงงามที่สวยสะพรั่งเต็มอิ่ม
และเสียงเพลงเดี่ยวเชลโล่ที่งดงามหมดจด
ก็คงจะเป็นเหมือนเสียงหวานนุ่มของฤดูใบไม้ร่วงนั้น
เส้นโสตประสาทที่สดับตรับฟังก็คงจะกลายเป็นดั่งเส้นสายของเชลโล่
ที่กำลังถูกนักดนตรีฝีมือฉกาจขับกล่อมบทเพลงกังวานใส
หากจะลองฟังบทเพลงนั้นอย่างตั้งใจ
และเปิดหัวใจเพื่อชื่นชมธรรมชาติของป่าเขา ของใบไม้หลากสีในฤดูใบไม้ร่วง
ก็คงรู้สึกเหมือนว่าเสียงเพลงนั้น
ดังก้องออกมาจากทุกหนทุกแห่งของแหล่งความงามที่ล้วนมีเสน่ห์ชวนมอง

และเมื่อจังหวะของเพลงกระชั้นเข้มข้นขึ้นราวกับลมต้นฤดูหนาวที่กำลังพัดผ่านเร็วแรง
เป็นเวลาที่ใบไม้หลากสีแข่งกันแกว่งพริ้วปลิวเล่นลม เหมือนกับอารมณ์ที่กำลังถูกโหมกระหน่ำให้หวั่นไหวด้วยมนต์รักร้อนแรง
เมื่อใบไม้สวยหลากสีหลุดปลิวตามแรงลม ดั่งเช่นหัวใจที่พบรักแรก ล่องลอย โลดแล่น
และคงปลิวลอยอยู่ในมวลอากาศหอมหวานเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะร่วงหล่นลงสัมผัสพื้นดิน
ใบไม้นับร้อย นับพันใบ ที่แม้สุดท้ายต่างหลุดร่วงหล่นจากต้นลงสู่พื้นดิน
แต่ก็ยังมิวาย แต่งแต้มสีสันสุดท้ายให้กับโลก กลายเป็นภาพสวยตรึงตา
ดั่งเช่นความรักครั้งหลังที่ตรึงใจ ยากจะลืมเลือน

และเมื่อเสียงสุดท้ายของเพลงแผ่วเงียบไป
ก็คงถึงเวลาที่ใบไม้ใบสุดท้ายจะร่วงลงสู่พื้นอย่างเงียบสงบ
รอคอยเวลาของหน้าหนาวเย็นยะเยืิอกที่จะมาเยือน และโปรยเกล็ดหิมะขาวบริสุทธิ์ลงมาห่มคลุมความงามนั้นไว้เนิ่นนาน
เฉกเช่นช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ที่ผ่านไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ได้เพียงหวังที่จะพบเจอกับความสวยงามของฤดูใบไม้ร่วงอีกครั้ง
และอีกครั้ง อยู่เรื่อยไป


25.11.04

เธอว่าเธอเบื่อหน่ายความรักเต็มที ทุกครั้งที่เธอรัก เรื่องมักจะจบลงด้วยความเจ็บปวดไปซะทุกครั้ง

คุณว่าเธอนี่ช่างโชคไม่ดีเอาซะเลย

เธอบอกว่าเธอเริ่มคุ้นเคยกับความเจ็บปวดและเริ่มที่จะชอบความเศร้า เธอว่าบางครั้งมันก็ดีเหมือนกันที่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดโศกเศร้าเสียบ้าง

คุณว่าเธอบ้าไปแล้ว

ไม่หรอก ทุกคนมีความเศร้า เธอเองก็เศร้า แม้แต่ตัวคุณเองก็เศร้า เธอรู้ว่าคุณเศร้าเพราะว่าเธอแอบสังเกตคุณเวลาที่คุณยืนเงียบเหม่อมองไปนอกหน้าต่างนานๆ หรือเวลาที่คุณนั่งเขียนหนังสือคนเดียวตอนกลางคืน หรืออย่างเวลาที่คุณเดินไปรอบๆ ทะเลสาบกับเธอ ในความเงียบ เธอรู้สึกได้ถึงความเศร้าลึกในใจคุณ

คุณว่าเธอนี่ร้ายนัก เที่ยวสังเกตคนอื่นไปซะทั่ว

เธอว่าแต่ก่อนนี้เธอชอบสังเกตคนที่อยู่รอบๆ ตัวเธอ เธอมีตาที่แหลมคม สามารถมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้ บางครั้งเธอก็อ่านใจคนได้ แต่ว่าตอนนี้เธอเบื่อแล้ว เธอรู้สึกเหนื่อยกับการคอยอ่านนิสัยใจคอผู้คน ผู้คนเข้าใจได้ยากเกินไป มีแต่ความสับสน เปลี่ยนแปลง วุ่นวาย

คุณว่าโลกก็เป็นอย่างนี้ มีแต่ความไม่แน่นอน บางครั้งคุณเองก็อยากหนีไปไกลๆ ไปยังที่ที่ไม่มีผู้คน

เธอว่าเธอเกลียดโลกใบนี้ เกลียดสังคมที่เธอต้องทนอยู่ สังคมที่มีแต่ความน่ารังเกียจ ความเห็นแก่ได้ของคนโลภ สังคมที่ผู้คนแข็งกระด้าง แต่ที่เธอทนอยู่ได้ก็เพราะความฝัน ปัจจุบันเธอจมอยู่แต่ในความคิดฝันของตัวเอง เธอกีดกันโลกอันโหดร้ายไว้ด้วยขอบเขตที่กว้างไกลของจินตนาการ มันเป็นเรื่องง่ายๆ มีเพียงโลกภายนอกกับตัวเธอ และในตัวเธอก็มีเพียงความฝันเพ้อเจ้อสับสน หากจะมองหาความจริงที่น่าชื่นใจก็คงไม่เจอแม้แต่น้อย หาได้ก็แต่เพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราวจากความฝันจอมปลอม

คุณว่าเธอเป็นคนช่างฝัน

เธอถามว่าคุณฝันถึงอะไรบ้าง

คุณว่าคุณฝันถึงแต่เรื่องที่ดี คุณฝันอยากจะให้คนที่คุณรักทุกคนมีความสุข

เธอว่านั่นมันดีเกินจริง เธอไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างคุณจะเป็นคนใจบุญขนาดนั้น

คุณบอกว่า คุณฝันอยากให้ตัวคุณเองมีความสุขมากๆ

นั่นไง คุณมันช่างเห็นแก่ตัว

คุณว่าคนทุกคนก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น

เธอบอกว่าเธอชอบที่จะฝันถึงความรัก การมีอนาคตที่มีแต่ความสุข

คุณบอกว่าความรักเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างหรือตระเตรียมกันได้เหมือนกับอนาคตที่มีแต่ความสุข

ก็ใช่ เธอจึงต้องเตรียมใจให้พร้อมกับชีวิตในอนาคตที่ปราศจากความรัก

คุณว่าเธอช่างมองโลกแต่ในแง่ร้าย

เธอว่าเธอเพียงแค่มองโลกตามความเป็นจริง

The Dreamers

"... and you, Markus, you have given me many things; now I shall give you this good advice. Be many people. Give up the game of being always Marcus Cocoza. You have worried too much about Marcus Cocoza, so that you have been really his slave and prisoner. You have not done anything without first considering how it would affect Marcus Cocoza's happiness and prestige. You were always much afraid that Marcus might do a stupid thing, or be bored. What would it really have mattered? All over the world people are doing stupid things ... I should like you to be easy, your little heart to be light again. You must from now, be more than one, many people, as much as you can think of ..."

Karen Blixen, The Dreamers

21.11.04

เสียง

ผมชอบเสียงคลื่นซัดหาดทราย ชอบเสียงเม็ดฝนที่โปรยลงกระทบหลังคาสังกะสี ชอบเสียงแมวกรน ชอบเสียงหัวปากกาโลหะที่ถูกลากไปบนกระดาษหยาบ ผมชอบเสียงเพลงเดี่ยวเชลโล่ของบาค ชอบเสียงเล่นโน๊ตเปียโนสามตัวของเพลงมูนไลท์โซนาต้าที่แสนเศร้าระทม ชอบเสียงโทรทัศน์ที่ดังเบาๆ ในเช้าวันหยุดตอนที่ยังนอนขี้เกียจอยู่บนเตียงอุ่น ชอบเสียงเครื่องซักผ้าที่หมุ่นปั่นซักผ้าเบาๆ ผมชอบเสียงน้ำปริ่มโอ่งดินที่กำลังกระเพื่อมกระทบกับผนังโอ่ง ชอบเสียงพูดที่ดังก้องสะท้อนไปมาในถ้ำกว้าง ชอบเสียงเพลงคลาสสิคจากกล่องดนตรีไขลานใบจิ๋ว ผมชอบเสียงเครื่องยนต์รถอีแต๋นที่วิ่งช้าอย่างใจเย็นผ่านศาลาที่พักริมทางตามต่างจังหวัด ชอบเสียงชัตเตอร์ของกล้องถ่ายรูปโบราณ ชอบเสียงผิวปากของตัวเองเวลาอยู่ในห้องโถงกว้าง ผมชอบเสียงเครื่องตัดผมไฟฟ้าที่ดังหึ่มเวลาตัดผมอยู่ในร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ชอบเสียงไม้ขีดไฟที่ถูกจุดติดขึ้น ชอบเสียงฟองอากาศบุ๋งๆ ของเครื่องปั๊มเติมอากาศที่ใช้ในตู้ปลา ผมชอบเสียงวัวเคี้ยวหญ้า ชอบเสียงล้อรถไฟกระทบรางเป็นจังหวะหนักแน่น ชอบเสียงลูกบาสเก็ตบอลที่ดังซวบตอนที่ทำสามแต้มได้จากการโยนระยะไกล ชอบเสียงหัวเราะของเด็กเล็กไร้เดียงสา ชอบเสียงใบไม้แห้งนับพันที่ร่วงลงมาจากต้นไม้และกลิ้งไปบนพื้นตามแรงลมในต้นฤดูหนาว ผมชอบเสียงเพลงไทยเดิมที่ลอยตามลมมาจากที่ไกลๆ


ผมไม่ชอบเสียงลมพายุพัดโหยหวนหวีดหวิว ไม่ชอบเสียงคนส่งเสียงโวยวายทะเลาะขัดแย้ง ไม่ชอบเสียงแก้วแตก ไม่ชอบเสียงตุ๊บๆ ในขมับเวลาที่ปวดหัวเจียนตาย ไม่ชอบเสียงวิ๊งๆ ที่ดังอยู่ในหัวเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ ผมไม่ชอบเสียงคนกระซิบกระซาบให้ร้ายนินทา ไม่ชอบเสียงร้องแหลมของนักร้องเพลงโอเปร่าที่ฟังดูน่าทรมานกล่องเสียง ไม่ชอบเสียงสะอื้นเศร้าเวลาบอกลาคนที่รักผูกพัน ผมไม่ชอบเสียงแตรรถบรรทุก ไม่ชอบเสียงหวีดของไอน้ำเดือดจากพวยกาต้มน้ำที่ตั้งไว้บนเตาไฟร้อน ผมไม่ชอบเสียงลูกโป่งแตก ไม่ชอบเสียงเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกงที่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเวลาเดิน ไม่ชอบเสียงนาฬิกาปลุกที่ผมเป็นคนตั้งเวลาปลุกไว้ให้ดังตอนเช้าตรู่ ไม่ชอบเสียงปิดประตูกระแทกดัง ไม่ชอบเสียงกระจกบานใหญ่ของหน้าต่างบ้านที่สั่นกระพือเวลารถบรรทุกคันใหญ่วิ่งผ่านใกล้บ้าน ผมไม่ชอบเสียงสัญญาณดังถี่ที่บอกว่าสายโทรศัพท์ไม่ว่าง ผมไม่ชอบเสียงเลื่อยไฟฟ้าตัดเหล็ก ไม่ชอบเสียงเป่าแผ่นพลาสติกห่อลูกอมที่ดังแหลมแสบหู ไม่ชอบเสียงฟืนไม้ดิบที่แตกประทุในกองไฟกลางแจ้งในฤดูหนาวแล้ง


ผมชอบเสียงที่ได้ยินเวลาแนบหูกับแผ่นหลังของคนที่กำลังพูดอยู่ ชอบเสียงสะบัดผ้าห่มผืนโต ผมชอบเสียงก้อนหินที่ถูกขว้างลงบ่อน้ำดังตุ๋ม! ชอบเสียงครื้นเครงของบรรดาแม่ครัวที่ช่วยกันทำครัวประกอบอาหารอย่างสนุกสนานในโรงครัวใหญ่เวลาที่มีงานตามวัดบ้านนอก ผมชอบเสียงดีดไม้บรรทัดพลาสติกหนาที่ถูกกดปลายด้านหนึ่งไว้แน่นกับขอบโต๊ะ ชอบเสียงคนนับร้อยที่ตะโกนกระหึ่มดีใจพร้อมกันในสนามฟุตบอลเวลาที่นักเตะทำประตูได้ ชอบเสียงบิ๋มๆๆๆ ของฟองอากาศที่ดังเวลารินน้ำออกจากขวดแก้วปากเล็กเร็วๆ ผมชอบเสียงที่ได้ยินเวลาดำน้ำอยู่ที่ก้นสระว่ายน้ำ ผมชอบเสียงจั๊กจั่นนับร้อยที่ร้องเสียงดังอยู่บนต้นมะม่วงในสวนตอนหัวค่ำ ผมชอบเสียงดังซ่า ซ่าเวลาที่หมุนหาคลื่นวิทยุ ผมชอบเสียงเครื่องกรอเทปหมุนทำงาน ชอบเสียงใบพายของไม้พายที่ถูกค่อยบรรจงแหวกแผ่นน้ำนิ่งในคลองเงียบเวลาเช้าตรู่ ชอบเสียงพลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ชอบเสียงรองเท้าเด็กฝังลูกยางที่ดังปิ๊บๆ เวลาเด็กเดิน ผมชอบเสียงเครื่องถ่ายเอกสารที่เริ่มทำงานตั้งแต่กดปุ่มสั่งจนเสร็จกระบวนการทำสำเนา ผมชอบเสียงเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติ ชอบเสียงตรายางที่ประทับลงบนเอกสารต่างๆ ที่ได้รับการรับรองถูกต้อง ชอบเสียงหวูดต่ำเวลาเป่าปากขวดแก้วใบใหญ่ ผมชอบเสียงหมาเวลาที่พวกมันหายใจแฮ่กๆ ด้วยความลิงโลดดีใจ ผมชอบเสียงเพลงรักหวานซึ้งที่เล่นด้วยขลุ่ยไม้ ผมชอบเสียงน้ำตกที่ฟังดูหนักแน่นสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง ผมชอบเสียงไม้สักที่ถูกไสแต่งผิวหน้าให้เรียบด้วยกบไสไม้โบราณ ชอบเสียงค้อนเหล็กเนื้อดีที่หวดโดนตะปูด้วยความแม่นยำ ชอบเสียงนกดูเหว่าที่ร้องก้องสวนทุเรียนกว้าง ชอบเสียงแปลกๆ ที่ได้ยินเวลาเอาแก้วก้นลึกหรือเปลือกหอยทะเลใบใหญ่แนบหู ชอบเสียงใบไผ่ของกอไผ่ขนาดใหญ่ที่กำลังพริ้วลมเล่น ชอบเสียงพัดลมตั้งโต๊ะที่ดังหึ่มๆ ในคืนฤดูร้อน

ผมไม่ชอบเสียงบ่นกระทบกระแทกของคนแก่อารมณ์เสีย ไม่ชอบเสียงต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นที่กำลังฉีกล้มหักลงกระแทกพื้นดิน ไม่ชอบเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินดังในห้องเงียบกริบ ผมไม่ชอบเสียงครืดคราดเวลาขึ้นลิฟต์ที่ปิดทึบ ไม่ชอบเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขาออกให้ไปขึ้นเครื่องบินเวลาต้องเดินทางจากไปไกลบ้าน ไม่ชอบเสียงห้ามล้อของรถไฟที่เข้าจอดชานชาลาด้วยความรีบร้อน ผมไม่ชอบเสียงเครื่องปั่นน้ำผลไม้ของร้านกาแฟหน้าปากซอย ไม่ชอบเสียงรถมอเตอร์ไซค์เวลาที่เตะสตาร์ทแล้วเครื่องไม่ติด ไม่ชอบเสียงหมาร้องโหยหวนเวลาที่มันเจ็บเพราะถูกรังแก ผมไม่ชอบเสียงหวี่ๆ ของยุงดูดเลือดที่บินวนเวียนน่ารำคาญอยู่ข้างหูในความมืดหลังจากที่ปิดไฟนอนไปแล้ว

20.10.04

เยี่ยมมาก

เยี่ยมมาก เธอคงยังไม่รู้ว่าผมกำลังจะตาย

ผมกำลังบ้า

กลับไปเศร้า ใครอย่ามาห้ามผมเถอะ ผมกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว

แน่นอน เธอยังคงไม่ลดละ

ผมคงจะต้องตาย ก็วันนี้ ตอนนี้หล่ะ

ดูเหมือนเธอจะกลับใจ

เอาสิ ใครจะแก้ได้ ใครจะดับผมได้ ผมกำลังไหม้

ขอร้องหล่ะ ถึงคุณจะถูกเต็มประตู ผมก็ไม่หายโกรธ มันไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล

และแล้ว ดูเหมือนเธอจะหมดความสนใจ

แล้วก็จากไป...

ไอ้ที่บ้าอยู่ทั้งหมด มันหายไปหมดแล้ว

มันหุบลง ทั้งโลกมันหดลง จมลง

ผมคงไม่ตื่น ผมไม่อยากตื่น

ถึงใครจะมาปลุก ถึงผมเองจะอยากหลุดจากภวังค์นี้

ผมก็ทำไม่ได้ และไม่อยากทำ

ปล่อยผมซะ ให้อยู่อย่างนี้

เดี๋ยวมันก็คงหาย

อยากให้เหมือนเดิม แต่เวลามันย้อนไม่ได้

แก้วมันแตกไปแล้ว จะรวบเก็บมากำให้แน่นสักเท่าไหร่ก็มีแต่จะบาดแทง

มองทางไหนก็ร้าวใจ หมดอาลัย

ถ้าโชคดี สักวันก็คงจะหาย

แต่มันจะนานแค่ไหน

อยากลืม และก็อยากถูกลืม

ขอให้เวลามันผ่านไปเร็วกว่านี้สักร้อยสักพันเท่า

ให้มันนานเกินกว่าจะจดจำอะไรได้อีก

ให้ผมกลายเป็นก้อนหินสักก้อน

และก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป

อา ผมลืมเธอได้แล้วสินะ

ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว

ผมขยับกาย ผมกลายเป็นก้อนหินไปแล้วจริงๆ

แต่ว่าเป็นมานานแค่ไหนแล้ว

ผมไม่รู้

คงจะนานมาก โลกเปลี่ยนไป ผมคงไม่ได้อยู่บนโลกแล้วมากกว่า

ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของเธอ

ผมไม่ดีใจเสียใจเรื่องเธอแล้ว

ว่าแต่ว่า ถ้าลืมไปแล้วจะมาพูดถึงเธออีกได้ยังไง

ให้ตายสิ!

19.10.04

เวลา รถเมล์ ชายสูงอายุ

ผมนั่งอยู่บนรถเมล์ รถคันนี้กำลังจะออกจากท่ารถตามเวลา รู้กันดีว่ารถเมล์ที่เมืองนี้ตรงเวลาแค่ไหน

ผมไม่ได้ดูนาฬิกา แต่คิดว่าคงจะได้เวลาออกรถแล้วเพราะคนขับรถติดเครื่องและปลดเบรคเตรียมออกรถ

ข้างหน้า บนทางเดิน ชายสูงอายุคนหนึ่ง แต่งตัวดี ใส่หมวกสีน้ำตาลสีเดียวกับสูทของเขา รีบร้อนเดินมาพร้อมกับทำสัญญาณเป็นการบอกคนขับรถให้รอ เขาต้องการจะไปกับรถคันนี้ด้วย เขากำลังรีบเดินมา รอเขาด้วย เขารีบแล้ว

คนขับรถรอจนชายสูงอายุขึ้นรถมา

คุณควรจะมาก่อนเวลารถออกสองสามนาที
ชายสูงอายุพยักหน้า** เดินไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้กับทางขึ้น

รถเมล์ออกวิ่งได้สักพัก ขับผ่านมาสองสามป้ายแล้ว ขณะที่รถจอดติดไฟแดงอยู่ ชายสูงอายุลุกขึ้นมาและเดินไปคุยกับคนขับรถ

เวลาเท่าไหร่แล้วครับ

สิบโมงห้าสิบเจ็ด

ขอบคุณ

แล้วชายสูงอายุก็เดินกลับไปนั่งที่นั่งเดิมพลางปรับนาฬิกาให้เวลาตรง

รถเมล์คันเดิม ขับต่อไปอีกราวสิบนาที ขณะนี้ผู้โดยสารเริ่มแน่นขึ้น

ที่ป้ายจอดรถโดยสารป้ายหนึ่ง รถเข้าจอดรับส่งผู้โดยสาร มีผู้โดยสารสองสามคนขึ้นมาใหม่ ขณะที่รถกำลังปิดประตูและเตรียมออกจากป้าย ผู้โดยสารหญิงที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ก็ตะโกนโหวกเหวกพร้อมกับกดสัญญาณให้คนขับรถหยุดรถ และบอกให้คนขับรถเปิดประตูรถ


ผู้โดยสารหญิงคนนั้นยื่นหน้าออกไปเรียกชายคนหนึ่ง ผมคิดว่าึคนสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน เธอเรียกชายคนนั้นอยู่สักพัก ชายคนนั้นก็เดินขึ้นรถมาด้วยท่าทางไม่พอใจ

ทำไมคุณไม่เปิดประตูให้ผมขึ้น ทำไมคุณไม่รอผม ผมกำลังจะขึ้นรถ ผมมาด้วยกันกับเพื่อนสองคนเนี่ย
คนขับรถเปิดเครื่องขยายเสียงและพูดว่า

ก็ผมเห็นคุณเดินหนีไปทางอื่น ไม่คิดว่าคุณต้องการจะขึ้นรถ

เดินหนีไปทางอื่นเหรอ?

ผมต้องรีบออกรถ ต้องรักษาเวลา

จะรีบไปถึงไหนกัน

คนขับรถมองผ่านกระจกมองหลัง บ่นพึมพำ หัวเราะ แล้วขับรถต่อไป

รถออกวิ่งต่อไป ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายคนขับรถสามารถรักษาเวลาได้หรือไม่

ที่กลางเมือง ถนนแคบ รถติด

ผมคิดว่าเค้าคงรักษาเวลาไม่ได้


.....................................................


(**ผมคิดเล่นๆ ชายสูงอายุอาจจะเป็นคนใจเย็น หรืออาจจะเป็นด้วยความสูงอายุ ประสบการณ์ชีวิต การได้เห็นบ่อยครั้งก็ทำให้เกิดความเข้าใจ เหมือนกับการที่เรายิ้มเวลาเห็นเด็กร้องไห้แทบเป็นแทบตายเวลาที่อยากได้ของเล่น ถึงเราจะรู้ว่าเด็กกำลังเป็นทุกข์แต่เราก็เข้าใจและรู้ว่าควรจะทำยังไง มิเช่นนั้นเราคงจะต้องซื้อของเล่นหรือตามใจเด็กทุกครั้งที่เด็กต้องการ ชายสูงอายุคนนี้จึงอาจจะเป็นคนที่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนขับรถและให้อภัยการกระทำของคนขับรถ มิเช่นนั้นก็อาจมีการทะเลาะ ทั้งที่ว่ากันตามกฏแล้วชายสูงอายุจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม การนิ่งเงียบจึงอาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับชายสูงอายุ หรือชายสูงอายุคนนี้อาจจะเป็นคนที่อ่อนแอ ไม่กล้าที่จะโต้เถียงหรือแสดงอาการท่าทางไม่พอใจกลับคืน หรือเค้าอาจจะเคยเป็นคนขับรถมาก่อน หรือไม่เค้าก็อาจจะเป็นเพียงชายสูงอายุธรรมดาคนหนึ่ง)

คืนนี้ขอหอม - โยคี เพลย์บอย

แล้วใครเลยจะรู้
คืนนี้เราได้อยู่ด้วยกัน

ฉันเพิ่งขอเธอนัด
มาพูดคุยกันที่บ้านฉัน


อยากจะเจอแต่เธอเฝ้ารอมาหลายที
มันนานไปแล้วที่เราไม่เจอกันสักที

ทรมานจนฉันรู้ดี

ต้องขอหอมเธอสักครั้ง
คอยลูบหลังให้เธอก่อนนอน

คืนนี้ฉันมีคนรัก

อยู่ข้างกายและเธอกำลังพักผ่อน

อยากโอบกอดรัดเธอไว้แนบกายให้ฝันดี
จดจำคืนนี้เอาไว้อีกนาน นานหลายปี

ก็อยากหอม เธอทุกนาที

อยากหอม
ทุกครั้งที่เธอชิดใกล้

กลิ่นกายของเธอช่างมีความหมาย

และตรึงติดภายในใจข้างใน

ลึกเข้าไป

เพราะใคร

อยากโอบกอดรัดเธอไว้แนบกายให้ฝันดี
จดจำคืนนี้เอาไว้อีกนาน นานหลายปี

ก็อยากหอม เธอทุกนาที

อยากหอม
ทุกครั้งที่เธอชิดใกล้

กลิ่นกายของเธอช่างมีความหมาย

และตรึงติดภายในใจข้างใน

ลึกเข้าไป

แค่เพียงเธอยอม
ขอหอมเธอเธอก่อน

ในคืนนี้

18.10.04

แม่น้ำ

คุณกำลังนั่งอยู่บนเรือข้ามฟาก เรือยังคงจอดเทียบอยู่ที่โป๊ะเพื่อรอผู้โดยสารและ ยังไม่ได้ออกวิ่งไปยังฝั่งตรงข้ามเพราะว่าจำนวนผู้โดยสารยังน้อยอยู่ บางครั้งอาจจะต้องรอถึงสิบนาทีกว่าคนถึงจะขึ้นมาเต็มเรือ เรือเป็นโครงเหล็กที่ดูเหมือนจะเป็นโป๊ะแบนๆ ลอยน้ำได้แล้วนำมาติดหลังคาเข้าไปมากกว่าจะดูเหมือนเรือทั่วๆ ไป ผู้คนที่มาขึ้นเรือข้ามฟากลำนี้มีทั้งแม่ค้าที่มีหาบของดูท่าทางหนัก นักศึกษาที่จับกลุ่มคุยกันสนุกสนาน คนเดินเท้า หมอ และผู้คนอีกหลายอาชีพ มีสะพานที่คุณสามารถจะเดินข้ามแม่น้ำได้เช่นกันแต่คุณต้องเดินอ้อมไปอีกไกล ที่จริงการเดินเป็นสิ่งที่คุณชอบและแม่น้ำนี้ก็ไม่ได้กว้างไปกว่าสองสามร้อยเมตร แต่วันนี้คุณไม่ต้องการจะทำเช่นนั้น คุณพอใจที่จะเสียค่าโดยสาร เรือข้ามฟากและนั่งพักหย่อนใจมองสายน้ำไหลเอื่อย รอเวลาเรือออกและเล่นข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม คุณไม่รีบร้อนอะไร

แดดยามบ่ายกำลังส่องสะท้อนผิวน้ำกระทบสายตาคุณ โชคดีที่หลังคาเรือช่วยบังแสงแดดเอาไว้ คุณนั่งมองดูแม่น้ำ ลมพัดเย็นสบายพัดเอากลิ่นแม่น้ำและไอเย็นชุ่มชื้นมาสู่คุณ ผิวแม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากคุณนัก คุณสังเกตเห็นได้ว่ามันไม่ได้ สะอาดและไม่เหมาะเลยที่จะสัมผัส แต่คุณพอใจที่ได้นั่งดูและเพลิดเพลินกับเสียงคลื่นระลอกเล็กๆ ที่เกิดจากเรือลำอื่น คลื่นเล็กๆ ที่วิ่งเข้ามากระทบกับเรือคุุณ

คุณมองไปยังฝั่งตรงกันข้ามของแม่น้ำ ที่ฝั่งตรงข้ามบริเวณโป๊ะเรือมีร้านอาหารอยู่เต็มสองข้าง ติดกันนั้นสามารถมองเห็นตึกอาคารเรียนของมหาวิยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง ถึงแม้จะมองจากระยะไกลแต่ก็เห็นได้ว่าร้านค้าต่างๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังพักเที่ยงและมาหาอาหารกินกันตามร้านเล็กๆ ละแวกนี้ ร้านอาหารมีให้เลือกมากมายและราคาถูกกว่าร้านที่หรูหรา จึงเป็นที่นิยมของคนทำงานและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย

ผู้โดยสารเริ่มลงมาจนเรือดูแน่นขึ้นและคนที่ยืนอยู่บนโป๊ะหาที่เดินลงมายืนในเรือไม่ได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มคนนึงที่นั่งคุยอยู่กับคนขับเรือเมื่อสักครู่ลุกขึ้นไปปลดห่วงเชือกที่ผูกเรือกับโป๊ะออก เสียงเครื่องเรือดังขึ้นและเรือเริ่มสั่นด้วยกำลังเครื่องยนต์ที่หมุนเหวี่ยงเร็วขึ้น เรือออกแล่นตีวงช้าๆ ทวนแม่น้ำขึ้นไป คุณกำลังสบายใจและเพลิดเพลินกับลมเย็นที่วิ่งเข้ามาปะทะหน้า เรือค่อยๆ วิ่งตัดระลอกคลื่นไปแบบไม่รีบร้อน ถึงแม้ว่าจะช้า แต่คุณกลับดีใจที่จะได้นั่งเรือเล่นชมวิวนานๆ

เรือแล่นเรื่อยผ่านไปกลางแม่น้ำ บางครั้งเหมือนว่าคุณมองเห็นปลาว่ายผลุบขึ้นมาแต่ก็ไม่เห็นว่าเป็นปลาอะไร หรือว่าอาจจะไม่ใช่ปลาก็ได้ อาจจะเป็นเพียงเศษขยะที่บังเอิญลอยขึ้นมา คุณแน่ใจว่าแม่น้ำนี้คงไม่สะอาดขนาดที่จะมีปลามาว่ายอยู่ น่าจะเป็นขยะในแม่น้ำซะมากกว่า ไม่เหมือนสมัยที่คุณยังเป็นเด็ก คุณยังจำได้ว่าบนผิวน้ำมักจะมีฝูงปลาเข็มว่ายน้ำอยู่ ปลาธรรมดาที่ปัจจุบันหาดูได้ยากเต็มที

เรือเริ่มตั้งลำและเข้าจอดยังโป๊ะฝั่งตรงข้าม คนขับสามารถบังคับเรือได้ด้วยความชำนาญ เด็กหนุ่มคนเดิมลุกขึ้นไปเอาเชือกคล้องกับโป๊ะเพื่อดึงเรือไว้ คุณรอจนคนอื่น ขึ้นจากเรือจนเกือบหมดแล้วคุณจึงลุกขึ้นและเดินขึ้นโป๊ะเรือไป คุณเดินข้ามสะพานไม้และเดินขึ้นฝั่งไป

คุณเดินผ่านร้านค้าต่างๆ ที่แออัดกันอยู่บริเวณท่าเรือ มีร้านค้ามากมาย นอกจากร้านขายอาหารแล้วแถวนี้ยังมีร้านขายของอื่นๆ เช่น ร้านหนังสือ ร้านขายเทปเพลง แผ่นเสียง แผงลอยขายผลไม้สด คุณสะดุดตากับร้านหนังสือและถือโอกาสหลบแดดเข้าไปหยุดดูหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง เสียงเพลงจากร้านขายเทปเพลงดังแว่วมา เสียงผู้คนที่เดินขวักไขว่ เสียงจากการจราจรบนถนนเส้นเล็กที่มีรถติดขัด

ที่นี่คือบริเวณนอกประตูมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกก่อตั้งมานานร้อยกว่าปีแล้ว ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่ง ตัวมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใจกลางเมือง ด้านหนึ่งติดริมแม่น้ำ รอบมหาวิทยาลัยเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดังเช่นท่าเรือที่คุณเพิ่งจะผ่านมา ถนนสายเล็กตัดผ่านหน้าประตูมหาวิทยาลัย คุณสามารถเดินทางมาที่นี่ได้ด้วยรถโดยสาร แต่คุณชอบที่จะมาทางแม่น้ำโดยเรือมากกว่า

แดดร้อนและอากาศอบอ้าว คุณเริ่มรู้สึกหิวและอยากนั่งพักที่ไหนสักแห่ง คุณตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งเพื่อกินอาหารกลางวันก่อนที่จะเข้าไปในมหาลัย คุณสั่งอาหารจานเดียวและกินอย่างไม่รีบร้อน หลังจากที่อิ่มแล้วคุณเดินออกจากร้านและเริ่มเดินไปยังหน้ามหาวิทยาลัย คุณสังเกตุเห็นว่า ที่ประตูมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเดินเข้าออกพลุกพล่าน คุณเดินมาจนถึงประตูและ เดินผ่านเข้าไปในมหาวิทยาลัย

คุณมายังมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เพราะว่าคุณกำลังสนใจและกำลังทำการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณ คุณค่อนข้างมั่นใจว่าที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีหนังสือที่คุณต้องการให้อ่านมากมาย คุณตั้งใจว่าจะลองใช้เวลาบ่ายนี้ในการค้นหา

ไม่นานคุณก็เดินมาถึงห้องสมุด ห้องสมุดแห่งนี้ถูกสร้างและออกแบบให้ลึกลงไปอยู่ใต้ดินเนื่องจากมหาวิทยาลัยมีพื้นที่จำกัด บริเวณนี้ยังถูกห้ามไม่ให้สร้างตึกสูงด้วย การสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่จึงทำได้เพียงสร้างลึกลงใต้ดิน คุณได้ยินเพื่อนของคุณเคยเล่าให้ฟังว่าในตึกที่สร้างลึกลงไปใต้ดินแบบนี้บางครั้งถ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดีก็จะอันตรายเนื่องจากไม่มีอากาศไหลเวียนลงไปที่ชั้นล่างสุด ถ้าใช้เวลาอยู่ที่ชั้นใต้ดินนานเกินไปก็อาจจะรู้สึกเวียนหัวและไม่สบาย คุณไม่แน่ใจว่ามีการปรับปรุงแก้ไขเรื่องระบบอากาศหรือยัง คุณ ไม่แน่ใจว่าคุณต้องลงไปที่ชั้นใต้ดินหรือไม่ แต่คุณมาถึงห้องสมุดแล้ว คุณเปิดประตูและเดินเข้าไปข้างใน มีแต่บันไดทางเดินลงใต้ดินเท่านั้น มีเพียงห้องเล็กๆ ตรงทางเข้าที่อยู่บนผิวดิน คุณเดินลึกเข้าไปข้างในและมองเห็นบันไดทางลงอยู่ที่ตรงสุดระเบียงทางเดินนั่น คุณเดินลงบันไดไป ข้างในห้องสมุดนี้บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา

คุณมองไปรอบๆ ผู้คนในห้องสมุดง่วนอยู่กับการอ่าน คุณมองเห็นชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่เต็มไปหมด คุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นค้นหาที่ตรงไหนดี

คุณได้กลิ่นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่า

คุณเริ่มคิดถึงแดดอุ่นริมแม่น้ำ ท้องฟ้าสีฟ้า และกลิ่นลมแม่น้ำ

Haiku

๕ ๗ ๕ พยางค์
เล่าเรื่องง่ายในมุมแปลกใหม่
เขียนได้ตามใจอยาก

ฤดูใบไม้ร่วง
คืนเดือนมึด ไร้จันทร์ หนาวชื้น
นั่งจิบกาแฟอุ่น

อาทิตย์อัสดง
แดดแดงอุ่น ขอบเมฆสีทอง
คิดถึงบ้านแดนไกล

28.7.04

ในความมืดมิด ต่อหน้ากองเพลิงที่ลุกโชติช่วง

ในความมืดมิด ต่อหน้ากองเพลิงที่ลุกโชติช่วง

เสียงตะโกนดังขึ้น เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรุนแรง ปลดปล่อย ยาวนาน เศร้าสร้อย สับสน

เสียงเรียก ขอท้า ขอประกาศท้าทายต่อสิ่งที่มีอำนาจ ต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต่อสิ่งที่ก่อให้เกิดความรักในหมู่มวลมนุษย์

ทำไมถึงมีแต่ความรักเต็มไปทุกที่ ในทุกความคิด ทุกเหตุผล ทุกจุดมุ่งหมายปลายทาง ความรักเกลื่อนกลาดอยู่ตามสนามหญ้านั่น ความรักที่ถูกทอดทิ้ง ความรักที่สมหวัง ความรักที่ผิดหวัง ความรักนำความเจ็บปวดมาให้ มีแต่คนถามเรื่องความรัก

มีคนที่ถูกรัก มีคนที่เรารัก มีคนที่รักเรา

มีคนที่หมกมุ่นอยู่แต่กับความรัก มีคนที่ไม่ใส่ใจในความรัก มีคนที่รักเป็น มีคนที่รักไม่เป็น มีความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุด ควมรักที่ขาดหาย ความรักที่กลายเป็นความเคียดแค้น ความรักที่ปล่อยวาง ความรักที่หึงหวง ความรักที่เย็นสบาย สำส่อนกับความรัก มักมากในความรัก มักน้อยในความรัก รักด้วยการให้ รักจากการรับ รักจากความเห็นใจ รักจากสายเลือด รักด้วยความเอ็นดู หมดรักตนเอง รักผู้อื่น รักอย่างบริสุทธิ์ใจ รักที่แฝงจุดประสงค์ร้าย รักจอมปลอม รักที่หวาดระแวง

ดวงตาแดงวาวที่ดูมีอำนาจ มีพลัง ซ่อนเงียบอยู่เบื้องหลังม่านความมืด ไม่แสดงอาการตอบรับต่อเสียงตะโกนนั้น

ขอท้า จงเกิดขึ้น จงสร้างความรักที่ว่ายิ่งใหญ่นักหนา สร้างไฟราคะที่จะลุกโหมให้ดวงใจมอดไหม้ สร้างแรงปรารถนาที่จะทำให้เกิดทั้งทุกข์และสุข สร้างแรงบันดาลใจที่จะชักนำอำนาจทำลายล้างและพลังการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ถ้ามีจริง ก็จงเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ขอประกาศท้าทาย เรียกร้องเย้ยหยันอยู่นี่ ถ้ายังแอบซ่อนอยู่ก็จงออกมา

ตาแดงคู่นั้นเหมือนจะลุกโชนแดงเข้มขึ้นดังเปลวเพลิง แต่กลับเจือซีด มืดหายไปด้วยคำขอนั่นเอง

กองไฟยังคงลุกโหมอยู่เบื้องหน้า คำพูดยังพรั่งพรูออกไปอย่างไม่ขาดสาย อย่าบ้าคลั่ง อย่าลืมตัว

ทำคุกกี้

เธอบอกให้เขาทำขนมคุกกี้ เขาเคยช่วยเธอทำมาหลายหนแล้ว การทำขนมคุกกี้ด้วยตัวเองสักครั้งดูไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากและเขาก็อยากลองทำดู มันคงจะสนุกดี

เขายกเอาของที่จำเป็นต้องใช้สำหรับทำขนมคุกกี้ทั้งหมดลงมาจากตู้เก็บของในห้องครัวแล้วนำลงมาวางลงบนโต๊ะในอีกห้องหนึ่ง เขาเริ่มอ่านคู่มือที่เขียนอธิบายส่วนผสมและปริมาณที่ต้องใช้ หลังจากนั้นก็นำส่วนผสมต่างๆ มาผสมเข้าด้วยกันอย่างไม่ค่อยจะมั่นใจนัก เธอเดินมาช่วยให้คำแนะนำเป็นระยะ เมื่อถึงตอนที่จะต้องผสมแป้ง เธอจึงมาหยุดลงนั่งที่โต๊ะและผสมแป้งให้

เขานั่งมองขณะที่เธอกำลังผสมแป้ง มองดูมือที่หยิบจับถ้วยตวงแป้งและมือที่ถือช้อนผสมแป้งให้เข้ากัน มองดูท่านั่ง ท่าทางจังหวะการเคลื่อนไหวการทำงานของเธอ แล้วเขาก็เกิดความรู้สึกนึกถึงหญิงชราคนหนึ่งขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นโดยบังเิอิญจากภาพเธอคนที่กำลังมองเห็นอยู่ในขณะนั้นโดยที่แทบจะไม่ได้ใช้การสังเกตแม้แต่น้อย

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่เกี่ยวกับหญิงชราผู้เป็นย่าของเขาไหลผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วเท่าที่ความคิดจะทำได้ ที่บนบ้านไม้ของย่า เขาวิ่งขึ้นไปรับลูกอมจากย่าทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ลูกอมถูกหยิบออกมาจากกระป๋องเหล็กใบสี่เหลี่ยมที่พิมพ์คำโฆษณาและตัวอักษรชื่อยี่ห้อบริษัทลูกอมไว้ด้วยสีสันสวยงาม ลูกอมที่คงจะถูกซื้อเอาไว้ทีละมากๆ เขาจำไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรบ้างหลังจากที่ได้รับลูกอมในทุกๆ เช้า จำไม่ได้ว่าคนทีให้ลูกอมใจดีแค่ไหนขณะที่แบมือออกรับลูกอมสามสี่เม็ดที่หล่นลงมาจากมือนั้น เขาจำไม่ได้ว่าดีใจไหมที่ได้ลูกอมทุกวัน เขาได้ลูกอมวันละกี่เม็ด เท่ากันทุกวันหรือเปล่าเขาไม่แน่ใจ เขายังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอื่นๆ เช่นขณะที่ย่ากำลังนั่งบนเก้าอี้ หยิบของจากตะกร้าเพื่อหาเครื่องปรุงหมากและครกตำหมาก หรือขณะที่นั่งอยู่บนพื้นไม้ที่ขัดสะอาด นั่งเย็บซ่อมเสื้อผ้า ย่าที่เดินไปเลี้ยงน้องตัวเล็กๆ ของเขา หรือย่าที่นั่งอยู่บนพื้นกระเบื้องในครัวเพื่อทำกับข้าวในตอนเย็น หรือเมื่อครั้งล่าสุดที่เขาเข้าไปกอดและซบร้องไห้กับตักของย่าเหมือนเด็กเล็กก่อนที่เขาจะเดินทางจากย่าไปแสนไกล เขายังจำได้ถึงความรู้สึกต่างๆ ความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน ความรู้สึกถึงความรัก กลิ่นของย่า ความเศร้า ความดีใจ ความกลัว สัมผัส ความเป็นห่วง ความเข้มแข็งอย่างที่สุด ความอาวุโส ความชาญต่อโลก ขณะที่เขาซบอยู่อย่างนั้นนาน

ใบหน้าและผิวหนังที่ยังสดใสอยู่ตามวัยสาว การเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉงและมั่นคงไม่แสดงอาการสั่นคลอน อากัปกิริยาการทำงานต่างๆประกอบกับเสียงพูดที่ยังหวานใสและน้ำเสียงที่มีลูกเล่นสูงต่ำดูเหมือนจะถูกถ่ายทอด ออกมาจากอารมณ์ความสนุกสนานของชีวิต เส้นผมดำสวย แววตาที่ยังใสแจ่มชัด

ใบหน้าและผิวหนังที่เต็มไปด้วยร่องรอยความชรา เรี่ยวแรงที่ถดถอยไม่แข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนสาวรุ่น อากัปกิริยาการทำงานต่่างๆ ประกอบกับเสียงหายใจดังที่ฟังดูเหน็ดเหนื่อยและเหมือนจะบ่งบอกความอ่อนล้าของทุกก้าวชีวิตที่ผ่านไป เส้นผมขาวบนศีรษะ แววตาที่แลดูฝ้าฟาง

คืนหนึ่ง

ปัจจุบันและการเดินทาง

ผมกำลังนั่งอยู่บนรถไฟโดยสารขบวนหนึ่งซึ่งเดินทางมาไกลแสนไกล ดูเหมือนว่าจะยังอีกนานทีเดียวกว่าผมจะถึงจุดหมาย ยังมีเวลาอีกมากมายกับการเดินทางครั้งนี้

ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดสลัวลง ผมรู้ว่าข้างนอกอากาศหนาวจับใจ ถึงแม้ว่าฝนจะยังไม่ได้ตกลงมาแต่อากาศที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำและไอน้ำที่เยือกเย็นกำลังลอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอก บนกระจกหน้าต่างรถไฟมีหยดน้ำเกาะพราวดูเป็นประกายเมื่อกระทบกับแสงจากหลอดไฟ หยดน้ำที่เมื่อโดนลมพัดก็จะวิ่งมาชนรวมกันเป็นหยดน้ำที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น วิ่งเร็วขึ้น และไหลตกหายไปจากกระจกหน้าต่างในที่สุด ผมนั่งมองดูด้วยความเพลิดเพลิน

ผมนั่งอยู่ในท่าที่ค่อนข้างสบาย เบาะที่นั่งของรถไฟใหญ่โตและนั่งสบายทีเดียว ในมือผมยังคงถือหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งถูกเปิดค้างไว้ทั้งที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะอ่านต่ออีกแล้ว บรรยากาศยามค่ำคืนยังคงโลดแล่นผ่านไปอย่างไม่ขาดสาย ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ เลื่อนลอย ไร้จุดหมาย ปล่อยสมองให้ว่างเปล่าและล่องลอยเชื่องช้า

ผมรู้ว่ารถไฟคันนี้กำลังจะพาผมไปยังจุดหมายที่ผมต้องการ ผมรู้ว่ายังอีกนานทีเดียวกว่าผมจะต้องลงจากรถ ผมคุ้นเคยกับการเดินทางแบบนี้ดีเพราะผมเดินทางเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว เสียงล้อรถไฟที่กระทบกับรอยต่อของรางเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนจะกล่อมให้ผมสบายใจขึ้นจากความเหงาส่วนตัวของผม ในรถไฟขบวนนี้คงจะเต็มไปด้วยผู้โดยสารหลายร้อยคน แต่ในความรู้สึก ผมแค่กำลังเดินทางไปโดยลำพัง

สิ่งที่ผมมักจะทำในระหว่างที่ต้องนั่งรถไฟนานๆ แบบนี้ก็คือการไม่ทำอะไรเลย

ขณะที่ผมปล่อยให้สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเช่นเคยเหมือนกับทุกครั้งที่ผมเดินทาง ก็กลับมีเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมในคืนที่ดูเหมือนกับคืนวันนี้ เรื่องที่ทำให้ผมอดยิ้มเล็กๆ ไม่ได้ทุกครั้งที่ได้นึกถึง คุณเคยเจอบ้างไหม ความประทับใจเมื่อได้พบเห็นใครสักคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต แต่การได้พบเห็นเพียงชั่วครู่นั้นกลับสร้างความประทับใจได้อย่างประหลาด คนที่คุณสบตาเพียงแค่ชั่วขณะ แต่ดวงตานั้นกลับติดอยู่ในใจของคุณนานแสนนาน คนที่คุณแอบคิดไปไม่ได้ว่าเขาเป็นคนที่ดูพิเศษสำหรับคุณมากแค่ไหน

………………………..

อดีตและการเดินทาง

ผมกำลังเดินทางโดยรถประจำทางปรับอากาศคันหนึ่ง ข้างนอกรถอากาศเย็นและฝนกำลังตกพรำ บรรยากาศเงียบเหงายามค่ำคืนที่ปะปนไปด้วยแสงสีและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ขณะที่รถโดยสารแล่นไปสู่จุดหมาย ผมนั่งมองดูสภาพที่น่าหดหู่นี้คืบคลานผ่านไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ปิดมิดชิดทำให้ผมรอดพ้นจากเสียงรบกวนและฝน ที่ตกอยู่ข้างนอก ในรถเต็มไปด้วยผู้โดยสารอื่นอีกหลายคน แต่ในความรู้สึก ผมกำลังเดินทางไปโดยลำพังบนเส้นทางของผม เครื่องปรับอากาศในรถช่างทำหน้าที่ได้ดีเกินไปจนผมรู้สึกหนาว ผมไม่แน่ใจว่าผมหนาวเพราะว่าลมหนาวจากเครื่องปรับอากาศ หรือว่าหนาวออกมาจากข้างในหัวใจ

ผมกำลังเดินทางกลับบ้าน

สายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอยู่ข้างนอกรถ เม็ดฝนที่พรูลงมาเป็นสายสะท้อนกับแสงไฟมองดูเป็นระลอกพลิ้วตามกระแสลมที่พัดอยู่ในท้องฟ้ามืด เสียงฝนที่ระรัวลงเม็ดสม่ำเสมอกระทบกับหลังคารถโดยสาร ยิ่งผมรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกหนาวมากขึ้นเท่านั้น ผมมองเห็นคนที่ยืนหลบฝนอยู่ตามใต้ชายคาร้านค้าที่ประดับไปด้วยไฟโฆษณาสีสันลานตา หลายคนยืนตัวเปียก หนาวสั่น ทุกคนดูเหมือนจะถูกกลืนไปในมุมมืดของเมืองและสภาพแวดล้อมย่ำแย่ เมืองที่ตอนนี้ดูคล้ายกับป่าคอนกรีตที่เสื่อมโทรม ฝนเย็นเฉียบที่ตกลงมาในยามเย็นนำความรู้สึกหดหู่มาให้แก่ทุกหัวใจ

รถประจำทางที่ผมโดยสารอยู่เพิ่งจะขับผ่านสัญญาณไฟแดงที่ต้องทนจอดรออยู่หลายสิบนาทีมาได้ ขณะนี้กำลังวิ่งข้ามสะพานคอนกรีตเล็กๆ ที่ทอดข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง ผมรู้สึกคลายความอึดอัดลงไปบ้าง ผมใกล้บ้านเข้ามาอีกหน่อย รถกำลังจะเข้าจอดที่ป้ายริมสะพานนั่นเอง เพราะว่ามีคนยืนคอยรถประจำทางอยู่ที่ป้ายนั้นในความมืดสลัวเพียงคนเดียว ฝนยังคงตกพรำอยู่

ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปได้อย่างไร หรือว่ารถประจำทางที่ผมนั่งอยู่เข้าจอดที่ป้ายนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อผมสบตากับคนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางนั้น

ผมกำลังนั่งอยู่บนรถประจำทาง มองเหม่อไปนอกหน้าต่าง

เธอกำลังยืนอยู่ข้างนอกที่ป้ายหยุดรถประจำทาง มองนิ่งมาที่ผมและกำลังยิ้ม

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมยังคงจำภาพดวงตาคู่นั้นได้ คนที่ผมเห็นคือหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยืนอมยิ้มและมองมาที่ผม แววตาสดใสที่เต็มไปด้วยความฝันแต่ในขณะเดียวกันก็ดูสงบเย็น ผมรู้แต่ว่าความรู้สึกบางอย่างที่นอนนิ่งเฝ้ารอการตอบสนองอยู่ในใจ ได้รับการเติมเต็มแล้ว ด้วยเพียงแค่สายตาที่มองมานั้นเอง

รถโดยสารเริ่มออกวิ่งไปจากป้ายหยุดรถประจำทางและตัวผมดูเหมือนจะถูกปล่อยให้ตกตะลึงอยู่เช่นนั้น หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ขึ้นมาบนรถและผมก็ไม่ได้ลงจากรถ เธอยังคงยืนอยู่ที่ป้ายหยุดรถประจำทางที่ขณะนี้อยู่ห่างไกลออกไปเบื้องหลัง

สองวันหลังจากนั้นที่ผมนอนอยู่ที่บ้าน ผมอดคิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ บางครั้งผมก็คิดไปว่าคงจะดีทีเดียวถ้าผมได้มีโอกาสพูดกับเธอ แต่คุณคิดว่าจะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะได้เจอกับใครสักคนที่คุณไม่เคยรู้จักโดยบังเอิญอีกครั้งหนึ่งในเมืองใหญ่แบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมในคืนนั้นผมถึงไม่ลงจากรถโดยสารและวิ่งกลับไปเพื่อตามหาเธอ ผมได้แต่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากว่าผมได้เจอกับเธออีกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมได้รู้จักกับเธอในภายหลัง จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นอย่างไร

………………………..

พบกันอีกครั้ง

แล้วผมก็ได้มีโอกาสพบกับเธออีกครั้งหนึ่งโดยที่ไม่ได้คาดฝัน แน่นอนว่าในตอนนั้นผมหวังที่จะได้เจอกับเธออีกครั้งแต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจริง ผมเจอกับเธอที่หน้าร้านขายของเล็กๆแห่งหนึ่งและก็จำเธอได้ทันที ที่น่าประหลาดกว่านั้นดูเหมือนว่าเธอก็จะจำผมได้เช่นกัน สายตาของเธอทำให้ความรู้สึกในเหตุการณ์คืนนั้นย้อนกลับมา ขณะนี้เองที่ผมรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้ ที่นี่ข้างหน้าผมและกำลังยิ้มให้ผมด้วยสายตาที่ดูเป็นมิตร ผมยิ้มให้เธอ และเราทั้งคู่ก็ยิ้มให้กัน

………………………..

ปัจจุบัน

เสียงห้ามล้อของรถไฟดังขึ้นเป็นเสียงสูงแหลม เหมือนจะปลุกให้ผมตื่นขึ้นจากความเหงาส่วนตัวของผม

ผมขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น เบาะที่นั่งของรถไฟนั่งสบายพอสมควรถึงแม้ว่าผมจะนั่งมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ผมปิดหนังสือที่ผมถือเปิดค้างไว้และเก็บลงใส่กระเป๋า บรรยากาศยามค่ำคืนยังคงโลดแล่นผ่านไปอย่างไม่ขาดสาย ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เลื่อนลอยไร้จุดหมาย ปล่อยสมองให้ว่างเปล่าและล่องลอยเชื่องช้า ผู้โดยสารอีกนับร้อยกำลังเดินทางไปบนรถไฟขบวนเดียวกันนี้ ต่างคนก็ต่างก็มีจุดหมายของตนเอง และผมก็กำลังเดินทางตามลำพังบนเส้นทางชีวิตไปสู่จุดหมายของผม

สิ่งที่ผมประทับใจจากการเดินทางในคืนนั้นก็คือ การที่ใครสักคนสามารถทำให้คืนธรรมดาคืนหนึ่งกลายเป็นคืนที่ผมจดจำได้อย่างน่าทึ่ง ผมคงจะไม่มีทางลืมได้ คืนพิเศษที่เกิดขึ้นโดยคนที่ผมยังคงไม่รู้จักจนถึงปัจจุบัน คนแปลกหน้าที่ทิ้งความทรงจำเล็กๆ ที่ดีไว้ให้ ตอนนี้ผมรู้ว่าถ้าผมได้มีโอกาสพบกับเธออีกครั้ง ผมมีคำหนึ่งที่อยากจะบอก ด้วยสายตาของผมที่จะมองเธออย่างเป็นมิตร แถมด้วยยิ้มเล็กๆ

ขอบคุณครับ

Viva กับแมวตาย

20.07.2002, Esslingen

เกิดความคิดอยากเขียนเรื่องนี้ตอนที่นั่งดูรายการโทรทัศน์ที่พิธีกรสาวสวยกำลังนำเที่ยวแอฟริกาใต้

วิวสวย คนพาเที่ยวก็สวย ก็เลยทำให้นั่งดูไปได้เรื่อยๆ

แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกถึงแมวตาย

ชื่อช่วงรายการนำเที่ยวที่ชื่อว่า Inside Out เหมือนจะบังเอิญผูกเรื่องราวและความคิดเข้าด้วยกัน


เวลาแมวตาย นาทีแรก ตัวมันยังจะอุ่นอยู่ ข้อต่อทุกส่วนยังขยับเขยื้อนได้ เรานั่งมองมันด้วยความเศร้าใจ บางครั้งมันก็โดนรถชน โดนคนเหยียบ โดนหมากัด เราช่วยเหลือมันไม่ได้เสมอไป

หลังจากนั้นสองสามชั่วโมง ตัวมันจะเย็นลง ข้อต่อต่างๆ จะเริ่มแข็ง แขนขาขยับไม่ได้ ตัวมันจะแข็งค้างอยู่ในท่าสุดท้ายของลมหายใจแบบนั้น เหมือนกระดาษสักปึกหนึ่งที่เคยเปียกน้ำแล้วแห้งแข็ง หรือเหมือนกับดอกไม้ในแจกันที่ปักทิ้งไว้จนเหี่ยวแห้งกลายเป็นซากแข็งดำไม่น่ามอง ขนเริ่มแห้งและหลุดโดยง่ายเมื่อถูกดึง น้ำจากต่อมต่างๆ ไหลออกมาทั้งจากตา ปาก และทวาร มดเริ่มไต่ตอม

หนึ่งวันให้หลัง ซากนั้นก็จะแห้งลงอีก ขนที่หลุดเริ่มปลิวหลุดหายไป ลูกตาแห้งไร้ชีวิต มดยังคงตอมและซากนั้นก็เริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น

มีโอกาสได้เห็นมาแค่นี้ ไม่เคยเก็บไว้ดูจนมันสลายไปจนหมดเพราะว่าต้องเอาไปฝังเสียก่อน

แล้ว... พิธีกรสาวสวยคนนี้ ถ้าตายไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

(ถ้าถามแมว มันก็คงตอบคุณว่า คงไม่ต่างจากแมวตายหรอก (ถ้ามันตอบคุณนะ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ขี้เกียจและหยิ่งผยองแถมยังสื่อสารกับคนได้แย่สุดๆ))


ขอขอบคุณ Hollywood และวงการมายาที่สร้างต้นแบบความสวยงามสมัยใหม่ให้กับโลกนี้

สาวหลายคนอดอาหารเพื่อให้ร่างเพรียวบาง หุ่นสวย

สาวๆ หลายคนอดอาหารจนเพรียวบางจริงๆ เห็นแล้วกลัวโดนลมหอบปลิวไป

แต่ก็นั่นหล่ะ ก็ยังนั่งดูรายการทีวีที่มีพิธีกรสาวสวยหุ่นเรียวบางอยู่ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน

ชอบความสวยงามแน่นอน สาวสวยย่อมถูกตาต้องใจ แมวที่มีชีวิตดูสวยงามเราจึงเลี้ยงไว้ดูเล่น ดอกไม้ที่สวยงามใครบ้างจะไม่ชอบ

ท่าพระจันทร์

ท่าพระจันทร์ ...

ลม
เงา
แดด
กลิ่นแม่น้ำ
ความสบาย
มหาวิทยาลัย
ผู้คน
ความชอบ
ความอบอุ่น
ตึกโดม
สนามฟุตบอล
เพื่อนฝูง
นักศึกษา
ร้านค้าแผงลอย
ตลาด
ร้านอาหาร
เรือข้ามฟาก
ไอแม่น้ำ
ลมพัดเย็น
เสียงผู้คนจอแจ
ความทรงจำ
ร้านหนังสือ
ประตูมหาวิทยาลัย
ผู้คนกำลังเดิน
รถติดบนถนนสายแคบ
รถสามล้อ
รถเมล์
ร้านขายพระเครื่อง
ท่าเรือ
บรรยากาศ
ความขลัง
มนต์เสน่ห์
ความสวย
สนามฟุตบอล
สนามหลวง
ร้านขายของทอด
ความเก่าแก่
ความเรียบง่าย
ความคึกคัก
เสียงแม่น้ำ
เสียงเรือ
เสียงคลื่นซัดฝั่ง
ภาพเรือกำลังวิ่งผ่านหน้าไป
ผู้คนบนเรือข้ามฟาก
ความสบาย
ความชอบ
ต้นหูกวาง
การนั่งริมแม่น้ำ
โต๊ะไม้เก่าๆ
ใบไม้ร่วงเกลื่อนบนพื้น
พื้นปูกระเบื้องหินเก่าๆ ที่แตก หัก ไปแล้ว
สีน้ำตาล สีของดิน
ต้นไม้
ความคับแคบ
ความอึดอัด
ความทรงจำ
การนั่ง
การพักผ่อน
การชมวิว
การมอง
การฟัง
การสังเกต
ความสบายใจ
ความหย่อนใจ
ความสบายตัว
ความคิด
การนั่ง
ความอิสระ
ความเพลิดเพลิน
บรรยากาศ
การหย่อนใจ

เทศกาลดอกไม้ไฟ

เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเที่ยงคืนที่ผมกำลังนั่งเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ไฟ ในงานประจำปีที่จัดขึ้นในสวนสาธารณะริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง คืนนี้อากาศอบอุ่นและลมแม่น้ำก็พัดเอื่อยพอให้รู้สึกสบายตัว ดอกไม้ไฟชุดแล้วชุดเล่าถูกจุดและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนไม่ขาดสาย ผู้คนนับร้อยกำลังนั่งชมด้วยความตื่นตาตื่นใจ

ดอกไม้ไฟสีสวยตระการตาอวดแสงสว่างจ้าบนท้องฟ้า ทุกคนกำลังสนุกสนานเฮฮากับงานประจำปี เรือลำใหญ่ที่ลอยล่องอยู่กลางแม่น้ำถูกประดับไปด้วยหลอดไฟสว่างไสว แต่ท้ายสุดผมก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความสงบของคืนนี้ เมื่อมองข้ามความวุ่นวายและสีสันไปให้เหลือแค่ธรรมชาติที่ไร้สิ่งเจือปน ความสบายจากลมฤดูร้อนที่พัดโชยอยู่รอบตัว แสงสะท้อนจากดาวบนท้องฟ้าที่ระยิบระยับเย็นตาประปรายอยู่บนผิวแม่น้ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงแม่น้ำไหล ทำให้รู้สึกถึงมวลน้ำปริมาณมหาศาลที่กำลังไหลผ่านไปพร้อมกับเวลา และมวลความสุขที่ไหลผ่านเลยไปเร็วพอกัน

ผมรู้สึกพอใจกับบรรยากาศนี้เต็มที่ ความสบายดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย จนรู้สึกว่าไม่เหลือความแตกต่างระหว่างอากาศรอบข้าง กับตัวตนที่กำลังเบาบางจางหายไปกับลมฤดูร้อนนั้น ผมเอนตัวลงนอนบนผืนหญ้าริมฝั่งแม่น้ำ แผ่นหลังรู้สึกได้ถึงความชื้นของหยดน้ำค้างบนพรมหญ้านุ่มสบาย สูดกลิ่นจางๆ ของลมแม่น้ำและใบหญ้า และหลับตาลง


27.7.04

ร้านเบียร์

ร้านเบียร์ร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของเมือง ลูกค้าแน่นเต็มร้านตามปรกติของเย็นวันสุดสัปดาห์ เพื่อนๆ ของผมตะโกนคุยกันเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงจากลำโพงเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่

คนสิบกว่าคนพยายามเต้นตามจังหวะเสียงเพลง ผมไม่แน่ใจว่าพวกเค้าทำอย่างนั้นเพราะความสนุกสนานหรือเพราะความลืมตัว หรือจะเป็นเพราะแม่สองสาวเปรี้ยวที่เต้นด้วยท่าทียั่วยวนอยู่กลางวงนั่น

ควันบุหรี่ลอยอยู่ทุกซอกทุกมุมของร้าน เสื้อกันหนาวของผมก็คงเหม็นควันบุหรี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมคงต้องซักเสื้อกันหนาวอีกรอบทั้งๆ ที่็เพิ่งจะซักไปเมื่อวันก่อน ผมแน่ใจว่าคืนนี้ผมคงจะนอนหลับไม่สบาย ถึงจะอาบน้ำสระผมแล้ว แต่ควันบุหรี่มหาศาสที่ผมหายใจเข้าไปในปอด จะต้องทิ้งสารบางอย่างที่ทำให้หัวใจผมเต้นแผ่วเร็วและรู้สึกเหนื่อยแรง เมื่อลองคิดดู ร้านนี้ก็ไม่ต่างจากกล่องทึบที่อัดแน่นไปด้วยเสียงเพลงและควันบุหรี่ ส่วนแสงสว่างก็เพียงพอสำหรับให้เห็นอะไรได้เพียงลางๆ เท่านั้น

แอลกอฮอลล์ออกฤทธิ์ ผมเริ่มเมา ผมไม่แน่ใจว่าเพื่อนผมกำลังพูดเรื่องอะไร หรือว่ากำลังพูดอยู่กับใคร

คำพูดของเพื่อนล่องลอยอยู่ในอากาศเบื้องหน้า ผมคิดถึงทะเลสีเขียวคราม ฟ้าสีฟ้าใส สวย แสงแดดอ่อนๆ อุ่นและสบาย และกลิ่นลมทะเล


26.7.04

เธอบอกให้ผมเขียน

เธอไม่ได้บอกผมด้วยความบังเอิญหรอก แต่เป็นเพราะผมเคยถามเธอว่า ถ้าเธอต้องนั่งเครื่องบินสักสิบชั่วโมงเธอจะทำอะไร ผมว่าคำตอบของเธอไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะทำหรอก เธอตอบผมเหมือนจะแนะนำให้ผมทำในสิ่งที่เธอคิดว่าตัวผมเองอยากจะทำต่างหาก ผมคิดว่าคนเราสามารถอ่านใจกันได้ อย่างน้อยก็ในครั้งนี้

ผมและเธอมักจะมีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสมอๆ เราคุยกันนานแต่บางทีก็ไม่มีใจความสาระอะไร บางทีก็คุยกันถึงเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ยากจะอธิบาย หรือบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะมานั่งหาคำอธิบาย เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่กวีผู้ยิ่งใหญ่ ผมอาจจะสามารถอธิบายถึงรสชาติ และความรู้สึกของเม็ดเกลือที่อยู่ในปาก ที่เปลี่ยนจากเม็ดแข็ง ค่อยๆ เหลวละลายและเกิดรสเค็มขึ้นที่บนปุ่มลิ้นของผมจนรสนั้นแพร่ไปกว้างทั่วลิ้นและจางหายไป แต่ผมไม่อาจอธิบายถึงบางเรื่องที่ผมไม่เข้าใจหรือไม่เคยได้สัมผัส ผมไม่สามารถใช้ลิ้นชิมผิวหน้าของแยมผลไม้ขวดหนึ่งอย่างผิวเผิน แล้วอธิบายได้ว่าแยมในขวดนั้นเป็นอย่างไร เพราะทั้งรสชาติ ความรู้สึก รูปทรง มันซับซ้อนยิ่งใหญ่กว่าเม็ดเกลือมากมายนัก กวีเอกเท่านั้นที่สามารถเลือกสรรถ้อยคำและสร้างประโยค ที่สามารถกล่าวถึงทุกสิ่งในโลกนี้ได้อย่างสวยงามน่าหลงไหลและน่าติดตาม

ผมซื้อสมุดมาเล่มหนึ่ง เป็นสมุดปกพลาสติกสีฟ้าอ่อนที่ผมบังเอิญเจอเข้าในแผนกขาย เครื่องเขียนที่กำลังลดราคาสินค้าในห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนแรกผมตั้งใจจะซื้อสมุดเล่มนี้มาเพื่อจดข้อมูล บันทึกที่อยู่ของเพื่อนแทนสมุดเล่มเล็กเล่มเก่าที่ผมใช้มาหลายเดือน และแทบจะไม่มีที่ว่างสำหรับเขียนอะไรได้อีกแล้ว

ผมเอามาเขียนซะแล้ว สองหน้าแล้ว

ผมชอบใช้ปากกาหมึกซึมแบบโบราณเขียนหนังสือ ผมชอบสีน้ำหมึกที่เลอะบนนิ้วมือ มันเป็นหลักฐานที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้ทำงานอะไรลงไปบ้างแล้ว ผมชอบมุมที่สึกไปของหัวปากกาโลหะ ความรู้สึกเวลามุมถนัดของหัวปากกากรีดรอยทิ้งลวดลายบนกระดาษตามแต่ที่ผมจะลากพาไป ผมชอบการเติมน้ำหมึกโดยการใช้ปากกาสูบน้ำหมึกจากขวด

ใช่แล้ว ผมชอบเขียน