จะเขียน

15.11.06

เฟาสท์

สองสามปีก่อนได้ซื้อหนังสือแปลเรื่อง เฟาสท์ ที่แปลเป็นภาษาไทยโดย รศ.ดร.อำภา โอตระกูล แต่เดิมเรื่องเฟาสท์เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวเยอรมันที่เล่าเรื่องของด็อกเตอร์โยฮานน์ เฟาสท์ (ที่คาดว่ามีตัวตนอยู่จริงในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15) ที่นำชีวิตเข้าไปข้องเกี่ยวกับเมฟิสโทเฟเลสซึ่งเป็นปีศาจที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ นิทานเรื่องเฟาสท์ถูกนำมาใช้เป็นพื้นของเรื่องเล่าต่างๆ โดยนักเขียนหลายคนรวมถึงนักเขียนชื่อก้องโลกชาวเยอรมัน โยฮานน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่ ด้วย

วันนี้เปิดเจอไฟล์เก่าๆ ที่เคยคัดลอกบางบทของหนังสือแปลเรื่องเฟาสท์เอาไว้ ก็เลยเอามาให้อ่านเล่นกัน ถ้าสนใจ ก็เข้าไปดูได้ใน comment ครับ

2 Comments:

  • กวีหวลรำลึกบันทึก
    คำอุทิศ

    พวกเจ้าเหล่าภาพที่พร่าไหว
    เคลื่อนใกล้เข้ามาให้เห็นอีกครั้ง
    เหมือนเมื่อดั่งที่เราเคยเห็นแต่หนหลัง
    เมื่อครั้งยังเยาว์วัยนัยตาพร่ามัวนานมาแล้วซี
    ครานี้เราจะจับเจ้าอยู่ไหม
    เจ้าภาพในจินตนาการที่มีเสน่ห์
    รู้สึกไหมว่าหัวใจยังคลั่งไคล้ไม่หันเห
    เจ้าเร่กลับมาในความทรงจำเป็นภาพซ้ำๆ เลือนราง
    เป็นรูปเป็นร่างคล้ายภาพจากไอน้ำและหมอกจางๆ
    ที่วนเวียนอยู่ไม่ห่างหาย แต่ก็ไม่เป็นไร
    เพราะหัวใจเรายังถูกปลุกให้ตื่นเต้นได้ เช่นสมัยในวัยเยาว์
    เมื่อได้ฟังเพลงเล่า มีมนต์ขลังเกี่ยวกับพวกเจ้า

    ภาพเจ้าเรียกเอาภาพวันที่สดใสในอดีตให้กลับคืนมา
    แลเห็นเงาของคนที่รักใคร่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า
    นึกถึงความรักครั้งแรกและมิตรภาพ หากไม่ใคร่ชัด
    เหมือนตำนานเก่าแก่ที่จำได้ไม่ถนัด
    รู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อครั้งกระนั้น
    พลันน้ำตาก็หลั่งไหล
    ร้องไห้ต่อวิถีชีวิตที่วกวนสับสน
    นึกถึงคนที่ถูกชะตากรรมเล่นกล
    โกงชั่วโมงสวยล้นของชีวิตในโลก
    ถูกโชคดึงชีวิตให้ล้มหายตายจากไปไม่เห็นหน้า

    พวกเขาไม่อาจได้ยินสิ่งที่จะร้องต่อไปนี้
    เหล่าวิญญานผู่ที่เคยฟังข้าร้องเมื่อตอนแรก
    ต่างแตกแยกกระจายหายไป เหล่าภาพผู้ที่เคยมีไมตรี
    อ้า เสียงสะท้อนต้อนรับเมื่อก่อนนี้
    ช่างไม่มีให้ได้ยินสิ้นสำเนียง
    ส่วนเสียงครวญของข้าวันนี้ ก็มีแต่ผู้ฟังเป็นคนแปลกหน้า
    แม้พวกเขาจะปรบมือให้ แต่ใจข้าก็สั่นหวั่นไหวหนักหนา
    ส่วนผู้ที่เพลงของข้าให้ความสุขสมฤดี
    หากจะยังมีชีวี ก็กระจัดกระจายระหกระเหินกันไปคนละที่

    อันตัวเราไซร้ ความฝักใฝ่ใคร่หาอาณาจักรแห่งจิตตเภท
    ที่สงบวิเศษคัมภีรภาพ
    ซึ่งสาบสูญจากใจไปนานหนักหนา
    ได้หวลกลับมาจับดวงจิตรา
    อ้า เพลงที่เรางึมงัมพึมพำดั่งสายพิณสายลมหลากเสียง
    ส่งสำเนียงล่องลอยไปในอากาศไม่แจ่มชัด
    ดัดหัวใจที่ขึงขังจริงจังให้อ่อนโยนและหวั่นไหว
    เกิดรู้สึกกลัวจับใจ น้ำตาหลั่งไหล
    อะไรที่เรามีและเป็นเจ้าของ มองดูเหมือนอยู่ไกลไกล
    ส่วนอะไรที่หายไปไม่คงอยู่ ก็กลับดูเป็นความจริง

    ********************************************************

    โศกนาฏกรรม
    ภาค 1

    เวลากลางคืน

    ในห้องแคบๆ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกติค เพดานโค้งสูงพุ่งขึ้นเบื้องบน เฟาสท์นั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเก้าอี้นวมหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ

    เฟาสท์ : อ้า ความรู้สู้เรียนเพียรขยัน
    ทั้งปรัชญานิติศาสตร์ฉลาดทัน
    มุ่งมั่นมิได้ขาดสามารถจริง
    อันนานาวิชาสารพัด
    เฝ้าฝึกหัดเจนจบครบสาขา
    ทั้งแพทย์ศาสตร์ศาสนศาสตร์วิทยา
    ทุกวิชาข้ารู้หมดจบขบวน
    แต่อนิจา น่าเศร้านะตัวเรา
    ยังคงเขลาเข้าไม่ถึงซึ่งปัญหา
    ยังไม่เห็นแก่นแท้แห่งชีวา
    ดังคนบ้าหาความรู้ แต่ก็รู้เท่าเดิม
    ไม่เพิ่มเติมรู้กระจ่างอย่างที่นึก
    เป็นอาจารย์นานสิบปีมีศิษย์แยะ
    เฝ้าสอนแนะให้ความรู้ดูน่าขาม
    เหล่าลูกศิษย์ลูกหามากราบกราน
    เป็นบริวารอาจารย์ใหญ่ใครใครรู้
    แต่ดูสิใจเราช่างไม่สุข ทุกข์แสนหนัก
    ด้วยตระหนักว่ามนุษย์สุดจำกัด
    มีวิชาแต่รู้ไม่แจ้ง รู้ไม่ชัด
    ผิดหวังนัก เกิดมาทำไม ใคร่จะถาม
    เรารึ เป็นใหญ่ในเมืองนี้มีใครเทียบ
    ดีกรีเพียบ เป็นศาสดา มหาด๊อกเตอร์
    มีอะไรอีกเรอะ ในโลกนี้ที่เราขยาด
    เปล่า ไม่เคยขลาด แม่แต่ผีปีศาจใหญ่
    ทั้งนรกสววรค์ไม่พรั่นใจ
    ทว่าภายในไซร้ทุกข์ยิ่งอย่าหยิ่งเลย
    อย่ามัวหลงว่าตนรู้เป็นครูกฏหมาย
    อย่างงมงายว่าจะสอนผู้คนได้
    การเปลี่ยนคนอบรมมนุษย์ไม่ง่ายดาย
    แสนเหนื่อยหน่าย กายใจ ไม่รื่นรมณ์
    เกิดอารมณ์เบื่อชีวิตคิดอยากตาย
    เอาละ เมื่อเรียนวิชาของโลกนี้ไม่มีผล
    ก็ขอเปลี่ยนหันมาเรียนเรื่องเวทย์มนตร์
    ศึกษาอาคมเพาะบ่มพลัง
    สร้างความหวังจากความรู้ของผู้วิเศษ
    คงมีเดช รู้เวทย์วิทยาตาเห็นแจ้ง
    อา ครานี้ ความลี้ลับแห่งโลกจะสำแดง
    แสดงแก่เราเจ้าแห่งคนคงยลทะลุ
    คงเห็นโปร่งปรุสมุห์แห่งพลังที่ยังโลก
    หมดทุกข์โศกเห็นแก่นทุกอณูรู้เรื่องหมด
    เลิกกันทีวิธีหาในคัมภีร์วจีพจน์
    ไม่ต้องยาก เหนื่อยปากสบถ สบถ
    จนเหงื่อหยดกับปัญหาที่ว่า อ้า อ้ายนี่ข้าไม่รู้

    โอ้แสงจันทร์เต็มดวงนวลสะอาด
    มันเป็นครั้งสุดท้ายนะจันทรา ที่เจ้าจะแลเห็นข้า
    ทรมานกายวุ่นวายอยู่กับกองหนังสือหนังหา
    กองตำรากระดาษกลาดเกลื่อนโต๊ะ
    อ่านเขียนเพียรหาความรู้สู้อดนอน
    ไม่พักผ่อน หย่อนกำลัง บางครั้งถึงหลังเที่ยงคืน ดึกดื่นเช่นนี้
    มีแต่จันทร์เจ้าเป็นสหาย อ้า ดูคล้ายสหายเจ้าก็เศร้าไม่น้อยเลยนี่
    สหายเอ๋ย ถ้าเจ้าจะทำได้ในยามนี้
    เห็นจะออกท่องไปในไพรสน จนถึงยอดเขาลำเนาไม้
    เพื่ออาบแสงนวลใยของเจ้าให้เพลิดเพลินหทัย
    เหาะระเหิรบันเทิงใจไปกับหมู่มิตรวิญญาณ
    สัมผัสแสงตระการตามแนวถ้ำ
    แล้วเดินลาดลงต่ำสู่ทุ่งกว้าง
    ท่ามกลางแสงสล้างสลัวมัวด้วยหมอก
    พาตัวออกจากหมอกแห่งวิชาความรู้ไปสูดอากาศในทุ่ง
    มุ่งอาบอิ่มกายใจในแสงบริสุธิ์เพื่อชุบชีวิต

    แต่อนิจา นี่ข้ายังติดอยู่ในกรงขังนี้เองหรือ
    ในอ้ายห้องอับคับแคบไม่ผิดรูหนูแห่งนี้
    ที่ซึ่งแม่แต่แสงอาทิตย์เจิดจ้าก็จะพร่าสลัวมัวลง
    เมื่อส่งแสงฝ่ากระจกหน้าต่างสูงลอดผ่านภาพที่วาดประดับเข้ามา
    ห้องที่ข้าถูกจำกัดด้วยข้าวของกองหนังสือเล่มหนา
    ตำรามากมายวางเรียงราย สุมสูงถึงเพดานโค้ง
    ดั่งอุโมงค์ปกคลุมด้วยฝุ่นละอองหนา
    หนังสือหนังหามีปลวกแทะ
    กระดาษกรอบมีรอยไหม้เกรียมไม่กล้าแตะ
    สมบัติเยอะแยะ ระเกะระกะปะปนกัน
    ทั้งเครื่องใช้สมัยปู่ย่าตายายไม่ขายทิ้ง
    วางบนหิ้งก็เครื่องมือวิทยาศาสตร์และมาตรวัด
    อีกด้านจัดเข้าแถวก็ขวดแก้วทดลอง
    กระปุกกระป๋องน้อยใหญ่ใส่จนเต็มห้อง
    แลดูเห็นเป็นประหนึ่งโลกโลกหนึ่ง
    คิดรำพึง ห้องนี้หรือคือโลกของเรา

    ไม่ต้องสงสัยไม่ต้องถามหรอกเจ้า
    ว่าทำไมใจของตัวเราจึงเฝ้ากลัวมัวหมองไม่ผ่องใส
    ทำไมดวงจิต จึงปวดล้าหาคำตอบไม่ได้
    ไฟในกายทำไมวายมอด พลังถดถอย
    ก็เพราะมัวปล่อยกายใจวินัยอยู่แต่ในห้องน้อยนี้ใช่ไหม
    หมกมุ่นคลุกคลีอยู่กับหุ่นจำลองกระดองสัตว์น้อยใหญ่
    โครงกระดูกคนปนกระดูกสัตว์สารพัดชนิด
    เพ่งพิศผสมสารเคมีมหัศจรรย์มีควันคลุ้ง
    รวมกับฝุ่นฟุ้งกระจายรอบกายฉะนี้
    มิได้มีเวลาพาตัวออกไปรับอากาศดีดี
    หรือสัมผัสธรรมชาติสะอาดบริสุทธิ์
    ที่ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างให้เป็นที่อยู่ของมนุษย์

    ไปเถิด หนีออกไป ออกไปให้ไกลในโลกกว้าง
    ด้วยความรู้ในวิถีทางแห่งดวงดาราน่าจะกระจ่าง
    แสงสว่างจากหนังสือปรัชญาน่าทึ่งซึ่งนอสตราดามุสเขียนอ้าง
    ย่อมจะช่วยส่องทางได้เพียงพอ มิใช่หรือ
    ไปเรียนรู้จากธรรมชาติข้างนอกเถิด
    ธรรมชาติจะบอกทางสมานจิต
    ให้พลังชีวิต
    เสมือนดวงจิตหนึ่งจะพึงบอกแก่อีกดวงหนึ่ง
    ส่วนวิชาความรู้อยู่ในนี้ย่อมมีแต่ความแห้งแล้งน่าท้อใจ
    เสียเวลา หาประโยชน์มิได้สักเท่าไร
    ทว่าหนังสือคัมภีร์นี้มีบอกไว้ใจความชัด
    ว่าในโลกรอบตัวเราไซร้
    มีพวกเจ้า เหล่าจิตวิญญานผีซาตาน สารพัด
    ลอยละล่องท่องอากาศอยู่ข้างกายเต็มขนัด
    ถ้าเช่นนั้น จงตอบข้าซิ ปรากฏตัวออกมา ถ้าได้ยินข้าเรียก

    ............

    By Blogger chayakorn, at 2:04 PM  

  • ห้องศึกษาค้นคว้า

    เฟาสท์และเมฟิสโทเฟเลส

    เฟาสท์:
    เสียงคนเคาะประตูใช่ไหมนี่? เข้ามา! ใครจะมารบกวนอีกละนี่

    เมฟิสโทเฟเลส:
    เราเองแหละ

    เฟาสท์:
    เข้ามาซิ

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ท่านต้องพูดสามครั้ง

    เฟาสท์:
    เอ้า เข้ามา

    เมฟิสโทเฟเลส: (เดินเข้ามา)
    ท่านทำดีมาก ถูกใจเรา
    หวังว่าเราทั้งสองจะไปด้วยกันได้
    เพื่อจะพาท่านออกไปสนุกสนานเพลิดเพลิน
    เราเลยมานี่ในร่างของหนุ่มผู้ดีมีสกุล
    ในชุดเสื้อสีแดงขลิบทอง
    เสื้อคลุมนี้ก็เป็นผ้าไหมหนาหนัก
    ที่หมวกมีขนนกปัก
    ห้อยกระบี่ยาว
    พร้อมกันนี้ขอแนะนำอย่างดี
    ให้ตัวท่านแต่งตัวในลักษณะเดียวกันนี้
    เพื่อที่ท่านจะได้รู้สึกเป็นอิสระ ไม่มีพันธะอึดอัด
    จะได้เรียนรู้จักว่าชีวิตเป็นอย่างไร

    เฟาสท์:
    ไม่ว่าจะอยู่ในชุดเสื้อผ้าอะไร เราก็ไม่พ้นจะรู้สึกทรมาน
    เพราะชีวิตที่อึดอัดคับแคบในโลก
    เราเองแก่เกินไปที่จะเอาแต่เที่ยวเล่นบริโภค
    แต่ยังหนุ่มเกินไปที่จะไม่มีความปรารถนา
    โลกยังจะให้อะไรเราได้หรือ?
    แกควรจะงดอ้ายนั่น ควรจะละเว้นอ้ายนี้ อย่า อย่า
    คือเสียงที่ได้ยินกรอกหูอยู่ไม่ได้ขาด
    เป็นเพลงที่ได้ยินตลอดเวลาชั่วชีวาตม์
    เสียงที่บอกก็แหบขึ้นๆ ทุกชั่วโมง
    ทุกๆ เช้าเราตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
    อยากจะร้องไห้ให้หมดน้ำตา
    เมื่อเห็นว่าวันใหม่ก็จะผ่านไปอย่างที่ผ่านมา
    โดยสิ่งที่ปรารถนาไม่ได้สมใจสักอย่าง ไม่ได้เลยสักอย่าง
    และแม้พอจะมีความรู้สึกมีอารมณ์สนุกอารมณ์ใคร่อะไรบ้าง
    มันก็จะถูกข่มทำลายไปเพราะความรู้สึกตำหนิติเตียนที่เคร่งครัดในตัว
    เหตุผลตลกๆ ของชีวิตหลายพันอย่าง
    ต่างขัดขวางจิตสร้างสรรค์คอยขวางจินตนาการในหัวใจที่ตื่นกระหายของเราอยู่ร่ำไป
    เมื่อตกกลางคืน ยามเมื่อเอนตัวลงนอน
    เราก็ต้องมีความหวาดกลัวหวั่นไหว
    และแม้ขณะที่นอนก็มิได้นอนอย่างสงบสบาย
    ฝันร้ายนานาชนิดมันมาหลอกหลอนให้ตกใจกลัว
    พระเจ้าที่สิงสถิตย์อยู่ในหัวใจ
    สามารถจะกระตุ้นโสตประสาทภายในที่สุดของเราให้ตื่นตัวได้
    พระเจ้าผู้ประทับอยู่เหนือพลังทุกด้านของเราไซร้
    จะไม่สามารถผลักดันให้มันแสดงออกมาภายนอก
    ให้สมหัวใจปรารถนาได้หรอก
    ด้วยเหตุนี้การมีชีวิตอยู่ของเราจึงเป็นภาระหนัก
    ชีวิตสำหรับเราน่าเกลียดน่าชังนัก
    เราจึงอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ถึงกระนั้นความตายก็ไม่เคยจะเป็นแขกที่คนอยากจะต้อนรับ

    เฟาสท์:
    โอ้ คงสุขเหลือสำหรับนักรบผู้พิชิตที่เกริกเกียรติ
    เมื่อความตายจะสวมมงกุฏเลือดช่อชัยพฤกษ์ให้บนศีรษะ
    สุขเหลือสำหรับผู้ที่หลังจากการเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง
    แล้วได้ล้มลงในอ้อมแขนของความรักแห่งสตรี
    คงสุขเหลือถ้าเราจะมีความปิติยินดี
    ต่อพลังแห่งจิตปัญญาอันสูงส่ง
    แล้วได้หลับไปชั่วกาลนานกับความรู้สึกนี้

    เมฟิสโทเฟเลส:
    แต่ ใครเอ่ย ที่ในราตรีวันอีสเธอร์
    ก็ไม่ได้ดื่มน้ำยาสีน้ำตาลอะไรนั่น

    เฟาสท์:
    การสอดแนม เสือกแอบดู รู้สึกจะเป็นนิสัยของเจ้าสินะ

    เมฟิสโทเฟเลส:
    เราไม่ใช่ผู้รอบรู้ทุกอย่าง แต่เราก็รู้อยู่ไม่น้อย

    เฟาสท์:
    ในความสับสนอันใหญ่หลวง
    เสียงเพลงที่หวานชื่นฟังคุ้นหูได้ดึงเราไว้
    เพลงที่ทำให้ระลึกถึงความรู้สมัยเด็ก
    ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในใจ สะท้อนถึงความสุขเมื่อสมัยก่อน
    ได้ดึงเราให้พ้นจากความสับสนหลงผิดนั้นได้
    ขณะนี้เราจึงสาปส่ง ขอสาปแช่งทุกสิ่งทุกอย่าง
    ที่เข้ามาหลอกล่อเย้ายวนห้อมล้อมจิตวิญญาณ
    ใช้พลังแห่งแสงสีและถ้อยคำยกยอปอปั้นแสนหวาน
    ดึงดูดเราลงไปสู่ถ้ำสถานแห่งความน่าเศร้า
    ขอสาปแช่ง เริ่มตั้งแต่ความคิดเห็นที่สูงส่ง
    ความหลงตัวเองที่ฝังอยู่ในจิตในความนึกคิด
    ขอสาปแช่งเสน่ห์แห่งรูปกายที่เห็น
    ที่ประดังเข้ามา จับโสตสัมผัส
    ขอสาปแช่ง ความสัปปรับของความฝันสารพัด
    ที่หลอกให้เชื่อว่าเกียรติยศชื่อเสียงจะอยู่ชั่วนิรันดร
    ขอสาปแช่งทรัพทย์สมบัติที่โอ่อ่า
    ในรูปของลูก เมีย บ่าวไพร่ และไร่นา
    ขอสาปแช่งความร่ำรวยเงินทอง
    ที่นำเราสู่กรรมที่โอหังอวดดีฟู่ฟ่า
    ขณะในเวลาที่จะพักผ่อน
    ก็ให้ที่นอนเบาะนิ่มเพื่อเราจะได้นั่งนอนขี้เกียจสบาย
    ขอให้สาปแช่งแก่ไวน์อันชุ่มชื่นที่ได้จากองุ่น
    ขอให้สาปแช่งแก่การสยบต่อสิ่งสุดยอดที่ได้จากความรัก
    ขอให้คำสาปแช่งแก่ความหวัง แก่ความเชื่อ
    โดยเฉพาะขอให้คำสาปแช่งแก่ความอดทนสมยอม

    .....

    ************************************************

    ฉากที่ถนน

    เฟาสท์และมาร์กาเรทเธ่เดินออกมา มาร์กาเรทเธ่เดินเลยไป เฟาสท์เดินตาม

    เฟาสท์:
    สุภาพสตรีน้อยผู้แสนงาม ขออนุญาตตามไปส่งจะได้ไหม
    ข้าขอยื่นแขนให้เกาะ จะพาลัดเลาะไปเป็นเพื่อนให้

    มาร์กาเรทเธ่:
    ข้าไม่ใช่สุภาพสตรี ทั้งไม่มีความงามอะไร
    เดินกลับบ้านคนเดียวได้ ไม่ต้องให้ใครมาเป็นเพื่อน
    (เเธอสะบัดหนี เดินเลี่ยงหลบไป)

    เฟาสท์:
    สวรรค์โปรดช่วยข้าด้วย เธอช่างสวยอะไรอย่างนี้
    ช่างมีเสน่ห์น่ารักดวงพักต์จับตา ข้าไม่เคยเห็น
    ดูจะเป็นเบญจกัลยาณี ดีพร้อมทั้งกิริยามารยาท
    ทั้งคุณธรรมก็ไม่ขาด สามารถโต้ตอบมีจริตจะก้านน่าดู
    ริมฝีปากพธูแดงจิ้มลิ้ม แก้มสีทับทิมเปล่งปลั่ง
    งามสะพรั่งดังนี้หรือจะลืมได้
    เลือดในกายร้อนเร่ายามเห็นเจ้าหลบสายตาลงต่ำทำเมินเฉย
    ท่าชดช้อยนิ่มนวลชวนให้ตามแม่ทรามเชย
    ไม่เอื้อนเอ่ยตัดไมตรียิ่งมีเสน่ห์หนอเราพอใจ

    (เมฟิสโทเฟเลสเดินเข้ามา)

    เฟาสท์:
    นี่ ฟังทางนี้ จงไปพาดารณีคนเมื่อตะกี้มาให้เรา

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ไหน คนไหน

    เฟาสท์:
    ก็คนที่เพิ่งเดินผ่านไปไง

    เมฟิสโทเฟเลส:
    อ๋อ ยายหนูคนนั้นน่ะหรือ แสนจะซื่อ เพิ่งไปไหว้พระมา
    หลวงตาท่านแก้บาปให้สะอาดหมดจด
    เราได้สะกดรอยไปคอยแอบฟังอยู่หลังตู้
    รู้ว่าเป็นเด็กดีไม่มีมลทิน
    แกไม่เคยทำบาป แต่ก็ไปแก้บาปเพราะความเคยชิน
    อรพินผู้นี้เราไม่มีอำนาจจะเอาให้ได้

    เฟาสท์:
    ถึงอย่างไร อายุขัยก็เกินสิบสี่ปีแล้วไม่ใช่หรือ?

    เมฟิสโทเฟเลส:
    แหม พูดเอาแต่ได้ คล้ายนายหนุ่มเอาแต่ใจไม่มีผิด
    ผู้คิดจะเอาดอกรักทุกดอกให้ได้
    ทำคล้ายศักดิ์ศรีความดีงามนามสตรีไม่มีความหมาย
    แต่ความจริงใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายดาย
    หญิงบางรายก็เอาไม่ได้หรอกขอบอกไว้

    เฟาสท์:
    คุณครูผู่เคร่งครัดงัดแต่กฏเอามาขู่
    ไม่ขอรู้ขอฟัง ช่างกฏปะไร ใคร่ลองดู
    อย่าสู่รู้พูดมากไม่อยากฟัง
    เอาละ เราขอสั่งสั้นๆ ตรงๆ จงรับไว้
    คือเราใคร่ได้อรทัยทรามวัยคนเมื่อตะกี้
    ถ้าไม่ได้เธอมากอดภายในวันนี้
    สัมพันธไมตรีระหว่างเราสองเป็นอันต้องสิ้นสุดหยุดแค่เที่ยงคืน

    เมฟิสโทเฟเลส:
    กรุณาคิดให้รอบคอบ อยู่ในกรอบที่จะเป็นไปได้
    ไม่ใช่เราจะไม่ใช้เวลา เพียงแค่หาโอกาสจะเจอเธอหน่อย
    อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาสองอาทิตย์

    เฟาสท์:
    โอ้ย ถ้าเราจะมีความสงบใจได้สักเจ็ดชั่วโมง
    เราคงไม่ต้องพึ่งพาบารมีผีปีศาจ
    คงสามารถพิฆาตสายสวาทได้ด้วยตนเอง

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ท่านพูดแล้วเกือบจะคล้ายหนุ่มฝรั่งเศส
    แต่เอาเถิด อย่าเพิ่งเสียใจจนเกินเหตุ
    เรื่องสตรีเพศ ถ้าเอาได้ทันทีก็ไม่มีความหมาย
    มันต้องใช้เวลาเพื่อเกี้ยวพาราสีอย่างแยบคาย
    ไม่ดูดายคอยโอ้โลมปฏิโลมไปมา
    จนกว่าสาวเจ้าจะหลงลมให้ชื่นชมสมฤทัย
    แบบนี้ไซร้ ใจคอจึงจะตื่นเต้นดี
    อย่างที่มีสอนไว้ในนิยายรักที่ทะลักมาจากต่างประเทศนั่นแหละ

    เฟาสท์:
    เรารู้จักรักใคร่ในผู้หญิงได้เอง
    โดยไม่ต้องเล็งอ่านจากหนังสือพวกนี้

    เมฟิสโทเฟเลส:
    เอาล่ะ เลิกพูดเล่นไม่เป็นเรื่องได้แล้ว
    ขอบอกจริงๆ ว่าเรื่องแม่หญิงคนนี้จะไม่ง่ายดาย
    ขอทำนายว่าเอาเร็วไม่ได้ดังใจหมาย
    จะใช้กำลังฉุดคร่าก็จะเป็นอันตราย
    ต้องใช้เล่ห์เพทุบายจึงจะได้ในกรณีนี้

    เฟาสท์:
    เราอยากได้ของมีค่าจากนางฟ้ามาแนบกาย นายช่วยไปหามา
    จงพาเราเข้าไปยังห้องนอนของสายสมร
    ไปเอาผ้าพันคอจากศอของบังอร
    หรือผ้าสไบจากอกของอรทัย
    หรือสายรัดถุงน่องน่าพิศมัย ไปเอามา

    เมฟิสโทเฟเลส:
    เอาล่ะ เพื่อแสดงว่าเราเข้าใจในความทุกข์ของท่าน
    และพร้อมจะช่วยอย่างแข็งขัน เราจะขมีขมันรีบจัดการเพื่อไม่ให้เสียเวลาสักนาที
    จะพาท่านไปยังห้องของเธอให้ได้ในวันนี้

    เฟาสท์:
    แล้วจะได้เห็นเธอไหม? จะได้เธอเป็นของเราในวันนี้ไหม?

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ไม่ได้หรอก
    ขอบอกว่าจะพาไปพบเธอ แต่จะเจอที่บ้านข้างๆ
    ในเคหะสถานของสตรีเพื่อนบ้าน
    ท่านจะได้คุยกับนงคราญตามลำพังดังใจหมาย
    จะเกี้ยวพาราสีได้ตามสบาย
    วาดลวดลายเต็มที่ผูกไมตรีไว้เพื่อชนะใจในอนาคต

    เฟาสท์:
    ไปกันทันทีเดี๋ยวนี้ได้ไหม

    เมฟิสโทเฟเลส:
    ไม่ได้หรอก ยังเช้าไป

    เฟาสท์:
    เราอยากใคร่ได้ของขวัญเอาไปให้เธอด้วย
    เจ้าช่วยจัดการให้ทีนะ
    (เฟาสท์เดินเข้าโรง)

    .......

    By Blogger chayakorn, at 2:07 PM  

Post a Comment

<< Home