จะเขียน

28.7.04

ในความมืดมิด ต่อหน้ากองเพลิงที่ลุกโชติช่วง

ในความมืดมิด ต่อหน้ากองเพลิงที่ลุกโชติช่วง

เสียงตะโกนดังขึ้น เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรุนแรง ปลดปล่อย ยาวนาน เศร้าสร้อย สับสน

เสียงเรียก ขอท้า ขอประกาศท้าทายต่อสิ่งที่มีอำนาจ ต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต่อสิ่งที่ก่อให้เกิดความรักในหมู่มวลมนุษย์

ทำไมถึงมีแต่ความรักเต็มไปทุกที่ ในทุกความคิด ทุกเหตุผล ทุกจุดมุ่งหมายปลายทาง ความรักเกลื่อนกลาดอยู่ตามสนามหญ้านั่น ความรักที่ถูกทอดทิ้ง ความรักที่สมหวัง ความรักที่ผิดหวัง ความรักนำความเจ็บปวดมาให้ มีแต่คนถามเรื่องความรัก

มีคนที่ถูกรัก มีคนที่เรารัก มีคนที่รักเรา

มีคนที่หมกมุ่นอยู่แต่กับความรัก มีคนที่ไม่ใส่ใจในความรัก มีคนที่รักเป็น มีคนที่รักไม่เป็น มีความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุด ควมรักที่ขาดหาย ความรักที่กลายเป็นความเคียดแค้น ความรักที่ปล่อยวาง ความรักที่หึงหวง ความรักที่เย็นสบาย สำส่อนกับความรัก มักมากในความรัก มักน้อยในความรัก รักด้วยการให้ รักจากการรับ รักจากความเห็นใจ รักจากสายเลือด รักด้วยความเอ็นดู หมดรักตนเอง รักผู้อื่น รักอย่างบริสุทธิ์ใจ รักที่แฝงจุดประสงค์ร้าย รักจอมปลอม รักที่หวาดระแวง

ดวงตาแดงวาวที่ดูมีอำนาจ มีพลัง ซ่อนเงียบอยู่เบื้องหลังม่านความมืด ไม่แสดงอาการตอบรับต่อเสียงตะโกนนั้น

ขอท้า จงเกิดขึ้น จงสร้างความรักที่ว่ายิ่งใหญ่นักหนา สร้างไฟราคะที่จะลุกโหมให้ดวงใจมอดไหม้ สร้างแรงปรารถนาที่จะทำให้เกิดทั้งทุกข์และสุข สร้างแรงบันดาลใจที่จะชักนำอำนาจทำลายล้างและพลังการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ถ้ามีจริง ก็จงเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ขอประกาศท้าทาย เรียกร้องเย้ยหยันอยู่นี่ ถ้ายังแอบซ่อนอยู่ก็จงออกมา

ตาแดงคู่นั้นเหมือนจะลุกโชนแดงเข้มขึ้นดังเปลวเพลิง แต่กลับเจือซีด มืดหายไปด้วยคำขอนั่นเอง

กองไฟยังคงลุกโหมอยู่เบื้องหน้า คำพูดยังพรั่งพรูออกไปอย่างไม่ขาดสาย อย่าบ้าคลั่ง อย่าลืมตัว

ทำคุกกี้

เธอบอกให้เขาทำขนมคุกกี้ เขาเคยช่วยเธอทำมาหลายหนแล้ว การทำขนมคุกกี้ด้วยตัวเองสักครั้งดูไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากและเขาก็อยากลองทำดู มันคงจะสนุกดี

เขายกเอาของที่จำเป็นต้องใช้สำหรับทำขนมคุกกี้ทั้งหมดลงมาจากตู้เก็บของในห้องครัวแล้วนำลงมาวางลงบนโต๊ะในอีกห้องหนึ่ง เขาเริ่มอ่านคู่มือที่เขียนอธิบายส่วนผสมและปริมาณที่ต้องใช้ หลังจากนั้นก็นำส่วนผสมต่างๆ มาผสมเข้าด้วยกันอย่างไม่ค่อยจะมั่นใจนัก เธอเดินมาช่วยให้คำแนะนำเป็นระยะ เมื่อถึงตอนที่จะต้องผสมแป้ง เธอจึงมาหยุดลงนั่งที่โต๊ะและผสมแป้งให้

เขานั่งมองขณะที่เธอกำลังผสมแป้ง มองดูมือที่หยิบจับถ้วยตวงแป้งและมือที่ถือช้อนผสมแป้งให้เข้ากัน มองดูท่านั่ง ท่าทางจังหวะการเคลื่อนไหวการทำงานของเธอ แล้วเขาก็เกิดความรู้สึกนึกถึงหญิงชราคนหนึ่งขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นโดยบังเิอิญจากภาพเธอคนที่กำลังมองเห็นอยู่ในขณะนั้นโดยที่แทบจะไม่ได้ใช้การสังเกตแม้แต่น้อย

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่เกี่ยวกับหญิงชราผู้เป็นย่าของเขาไหลผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วเท่าที่ความคิดจะทำได้ ที่บนบ้านไม้ของย่า เขาวิ่งขึ้นไปรับลูกอมจากย่าทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ลูกอมถูกหยิบออกมาจากกระป๋องเหล็กใบสี่เหลี่ยมที่พิมพ์คำโฆษณาและตัวอักษรชื่อยี่ห้อบริษัทลูกอมไว้ด้วยสีสันสวยงาม ลูกอมที่คงจะถูกซื้อเอาไว้ทีละมากๆ เขาจำไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรบ้างหลังจากที่ได้รับลูกอมในทุกๆ เช้า จำไม่ได้ว่าคนทีให้ลูกอมใจดีแค่ไหนขณะที่แบมือออกรับลูกอมสามสี่เม็ดที่หล่นลงมาจากมือนั้น เขาจำไม่ได้ว่าดีใจไหมที่ได้ลูกอมทุกวัน เขาได้ลูกอมวันละกี่เม็ด เท่ากันทุกวันหรือเปล่าเขาไม่แน่ใจ เขายังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอื่นๆ เช่นขณะที่ย่ากำลังนั่งบนเก้าอี้ หยิบของจากตะกร้าเพื่อหาเครื่องปรุงหมากและครกตำหมาก หรือขณะที่นั่งอยู่บนพื้นไม้ที่ขัดสะอาด นั่งเย็บซ่อมเสื้อผ้า ย่าที่เดินไปเลี้ยงน้องตัวเล็กๆ ของเขา หรือย่าที่นั่งอยู่บนพื้นกระเบื้องในครัวเพื่อทำกับข้าวในตอนเย็น หรือเมื่อครั้งล่าสุดที่เขาเข้าไปกอดและซบร้องไห้กับตักของย่าเหมือนเด็กเล็กก่อนที่เขาจะเดินทางจากย่าไปแสนไกล เขายังจำได้ถึงความรู้สึกต่างๆ ความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน ความรู้สึกถึงความรัก กลิ่นของย่า ความเศร้า ความดีใจ ความกลัว สัมผัส ความเป็นห่วง ความเข้มแข็งอย่างที่สุด ความอาวุโส ความชาญต่อโลก ขณะที่เขาซบอยู่อย่างนั้นนาน

ใบหน้าและผิวหนังที่ยังสดใสอยู่ตามวัยสาว การเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉงและมั่นคงไม่แสดงอาการสั่นคลอน อากัปกิริยาการทำงานต่างๆประกอบกับเสียงพูดที่ยังหวานใสและน้ำเสียงที่มีลูกเล่นสูงต่ำดูเหมือนจะถูกถ่ายทอด ออกมาจากอารมณ์ความสนุกสนานของชีวิต เส้นผมดำสวย แววตาที่ยังใสแจ่มชัด

ใบหน้าและผิวหนังที่เต็มไปด้วยร่องรอยความชรา เรี่ยวแรงที่ถดถอยไม่แข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนสาวรุ่น อากัปกิริยาการทำงานต่่างๆ ประกอบกับเสียงหายใจดังที่ฟังดูเหน็ดเหนื่อยและเหมือนจะบ่งบอกความอ่อนล้าของทุกก้าวชีวิตที่ผ่านไป เส้นผมขาวบนศีรษะ แววตาที่แลดูฝ้าฟาง

คืนหนึ่ง

ปัจจุบันและการเดินทาง

ผมกำลังนั่งอยู่บนรถไฟโดยสารขบวนหนึ่งซึ่งเดินทางมาไกลแสนไกล ดูเหมือนว่าจะยังอีกนานทีเดียวกว่าผมจะถึงจุดหมาย ยังมีเวลาอีกมากมายกับการเดินทางครั้งนี้

ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดสลัวลง ผมรู้ว่าข้างนอกอากาศหนาวจับใจ ถึงแม้ว่าฝนจะยังไม่ได้ตกลงมาแต่อากาศที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำและไอน้ำที่เยือกเย็นกำลังลอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอก บนกระจกหน้าต่างรถไฟมีหยดน้ำเกาะพราวดูเป็นประกายเมื่อกระทบกับแสงจากหลอดไฟ หยดน้ำที่เมื่อโดนลมพัดก็จะวิ่งมาชนรวมกันเป็นหยดน้ำที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น วิ่งเร็วขึ้น และไหลตกหายไปจากกระจกหน้าต่างในที่สุด ผมนั่งมองดูด้วยความเพลิดเพลิน

ผมนั่งอยู่ในท่าที่ค่อนข้างสบาย เบาะที่นั่งของรถไฟใหญ่โตและนั่งสบายทีเดียว ในมือผมยังคงถือหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งถูกเปิดค้างไว้ทั้งที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะอ่านต่ออีกแล้ว บรรยากาศยามค่ำคืนยังคงโลดแล่นผ่านไปอย่างไม่ขาดสาย ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ เลื่อนลอย ไร้จุดหมาย ปล่อยสมองให้ว่างเปล่าและล่องลอยเชื่องช้า

ผมรู้ว่ารถไฟคันนี้กำลังจะพาผมไปยังจุดหมายที่ผมต้องการ ผมรู้ว่ายังอีกนานทีเดียวกว่าผมจะต้องลงจากรถ ผมคุ้นเคยกับการเดินทางแบบนี้ดีเพราะผมเดินทางเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว เสียงล้อรถไฟที่กระทบกับรอยต่อของรางเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนจะกล่อมให้ผมสบายใจขึ้นจากความเหงาส่วนตัวของผม ในรถไฟขบวนนี้คงจะเต็มไปด้วยผู้โดยสารหลายร้อยคน แต่ในความรู้สึก ผมแค่กำลังเดินทางไปโดยลำพัง

สิ่งที่ผมมักจะทำในระหว่างที่ต้องนั่งรถไฟนานๆ แบบนี้ก็คือการไม่ทำอะไรเลย

ขณะที่ผมปล่อยให้สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเช่นเคยเหมือนกับทุกครั้งที่ผมเดินทาง ก็กลับมีเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมในคืนที่ดูเหมือนกับคืนวันนี้ เรื่องที่ทำให้ผมอดยิ้มเล็กๆ ไม่ได้ทุกครั้งที่ได้นึกถึง คุณเคยเจอบ้างไหม ความประทับใจเมื่อได้พบเห็นใครสักคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต แต่การได้พบเห็นเพียงชั่วครู่นั้นกลับสร้างความประทับใจได้อย่างประหลาด คนที่คุณสบตาเพียงแค่ชั่วขณะ แต่ดวงตานั้นกลับติดอยู่ในใจของคุณนานแสนนาน คนที่คุณแอบคิดไปไม่ได้ว่าเขาเป็นคนที่ดูพิเศษสำหรับคุณมากแค่ไหน

………………………..

อดีตและการเดินทาง

ผมกำลังเดินทางโดยรถประจำทางปรับอากาศคันหนึ่ง ข้างนอกรถอากาศเย็นและฝนกำลังตกพรำ บรรยากาศเงียบเหงายามค่ำคืนที่ปะปนไปด้วยแสงสีและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ขณะที่รถโดยสารแล่นไปสู่จุดหมาย ผมนั่งมองดูสภาพที่น่าหดหู่นี้คืบคลานผ่านไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ปิดมิดชิดทำให้ผมรอดพ้นจากเสียงรบกวนและฝน ที่ตกอยู่ข้างนอก ในรถเต็มไปด้วยผู้โดยสารอื่นอีกหลายคน แต่ในความรู้สึก ผมกำลังเดินทางไปโดยลำพังบนเส้นทางของผม เครื่องปรับอากาศในรถช่างทำหน้าที่ได้ดีเกินไปจนผมรู้สึกหนาว ผมไม่แน่ใจว่าผมหนาวเพราะว่าลมหนาวจากเครื่องปรับอากาศ หรือว่าหนาวออกมาจากข้างในหัวใจ

ผมกำลังเดินทางกลับบ้าน

สายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอยู่ข้างนอกรถ เม็ดฝนที่พรูลงมาเป็นสายสะท้อนกับแสงไฟมองดูเป็นระลอกพลิ้วตามกระแสลมที่พัดอยู่ในท้องฟ้ามืด เสียงฝนที่ระรัวลงเม็ดสม่ำเสมอกระทบกับหลังคารถโดยสาร ยิ่งผมรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกหนาวมากขึ้นเท่านั้น ผมมองเห็นคนที่ยืนหลบฝนอยู่ตามใต้ชายคาร้านค้าที่ประดับไปด้วยไฟโฆษณาสีสันลานตา หลายคนยืนตัวเปียก หนาวสั่น ทุกคนดูเหมือนจะถูกกลืนไปในมุมมืดของเมืองและสภาพแวดล้อมย่ำแย่ เมืองที่ตอนนี้ดูคล้ายกับป่าคอนกรีตที่เสื่อมโทรม ฝนเย็นเฉียบที่ตกลงมาในยามเย็นนำความรู้สึกหดหู่มาให้แก่ทุกหัวใจ

รถประจำทางที่ผมโดยสารอยู่เพิ่งจะขับผ่านสัญญาณไฟแดงที่ต้องทนจอดรออยู่หลายสิบนาทีมาได้ ขณะนี้กำลังวิ่งข้ามสะพานคอนกรีตเล็กๆ ที่ทอดข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง ผมรู้สึกคลายความอึดอัดลงไปบ้าง ผมใกล้บ้านเข้ามาอีกหน่อย รถกำลังจะเข้าจอดที่ป้ายริมสะพานนั่นเอง เพราะว่ามีคนยืนคอยรถประจำทางอยู่ที่ป้ายนั้นในความมืดสลัวเพียงคนเดียว ฝนยังคงตกพรำอยู่

ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปได้อย่างไร หรือว่ารถประจำทางที่ผมนั่งอยู่เข้าจอดที่ป้ายนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อผมสบตากับคนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางนั้น

ผมกำลังนั่งอยู่บนรถประจำทาง มองเหม่อไปนอกหน้าต่าง

เธอกำลังยืนอยู่ข้างนอกที่ป้ายหยุดรถประจำทาง มองนิ่งมาที่ผมและกำลังยิ้ม

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมยังคงจำภาพดวงตาคู่นั้นได้ คนที่ผมเห็นคือหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยืนอมยิ้มและมองมาที่ผม แววตาสดใสที่เต็มไปด้วยความฝันแต่ในขณะเดียวกันก็ดูสงบเย็น ผมรู้แต่ว่าความรู้สึกบางอย่างที่นอนนิ่งเฝ้ารอการตอบสนองอยู่ในใจ ได้รับการเติมเต็มแล้ว ด้วยเพียงแค่สายตาที่มองมานั้นเอง

รถโดยสารเริ่มออกวิ่งไปจากป้ายหยุดรถประจำทางและตัวผมดูเหมือนจะถูกปล่อยให้ตกตะลึงอยู่เช่นนั้น หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ขึ้นมาบนรถและผมก็ไม่ได้ลงจากรถ เธอยังคงยืนอยู่ที่ป้ายหยุดรถประจำทางที่ขณะนี้อยู่ห่างไกลออกไปเบื้องหลัง

สองวันหลังจากนั้นที่ผมนอนอยู่ที่บ้าน ผมอดคิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ บางครั้งผมก็คิดไปว่าคงจะดีทีเดียวถ้าผมได้มีโอกาสพูดกับเธอ แต่คุณคิดว่าจะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะได้เจอกับใครสักคนที่คุณไม่เคยรู้จักโดยบังเอิญอีกครั้งหนึ่งในเมืองใหญ่แบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมในคืนนั้นผมถึงไม่ลงจากรถโดยสารและวิ่งกลับไปเพื่อตามหาเธอ ผมได้แต่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากว่าผมได้เจอกับเธออีกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมได้รู้จักกับเธอในภายหลัง จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นอย่างไร

………………………..

พบกันอีกครั้ง

แล้วผมก็ได้มีโอกาสพบกับเธออีกครั้งหนึ่งโดยที่ไม่ได้คาดฝัน แน่นอนว่าในตอนนั้นผมหวังที่จะได้เจอกับเธออีกครั้งแต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจริง ผมเจอกับเธอที่หน้าร้านขายของเล็กๆแห่งหนึ่งและก็จำเธอได้ทันที ที่น่าประหลาดกว่านั้นดูเหมือนว่าเธอก็จะจำผมได้เช่นกัน สายตาของเธอทำให้ความรู้สึกในเหตุการณ์คืนนั้นย้อนกลับมา ขณะนี้เองที่ผมรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้ ที่นี่ข้างหน้าผมและกำลังยิ้มให้ผมด้วยสายตาที่ดูเป็นมิตร ผมยิ้มให้เธอ และเราทั้งคู่ก็ยิ้มให้กัน

………………………..

ปัจจุบัน

เสียงห้ามล้อของรถไฟดังขึ้นเป็นเสียงสูงแหลม เหมือนจะปลุกให้ผมตื่นขึ้นจากความเหงาส่วนตัวของผม

ผมขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น เบาะที่นั่งของรถไฟนั่งสบายพอสมควรถึงแม้ว่าผมจะนั่งมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ผมปิดหนังสือที่ผมถือเปิดค้างไว้และเก็บลงใส่กระเป๋า บรรยากาศยามค่ำคืนยังคงโลดแล่นผ่านไปอย่างไม่ขาดสาย ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เลื่อนลอยไร้จุดหมาย ปล่อยสมองให้ว่างเปล่าและล่องลอยเชื่องช้า ผู้โดยสารอีกนับร้อยกำลังเดินทางไปบนรถไฟขบวนเดียวกันนี้ ต่างคนก็ต่างก็มีจุดหมายของตนเอง และผมก็กำลังเดินทางตามลำพังบนเส้นทางชีวิตไปสู่จุดหมายของผม

สิ่งที่ผมประทับใจจากการเดินทางในคืนนั้นก็คือ การที่ใครสักคนสามารถทำให้คืนธรรมดาคืนหนึ่งกลายเป็นคืนที่ผมจดจำได้อย่างน่าทึ่ง ผมคงจะไม่มีทางลืมได้ คืนพิเศษที่เกิดขึ้นโดยคนที่ผมยังคงไม่รู้จักจนถึงปัจจุบัน คนแปลกหน้าที่ทิ้งความทรงจำเล็กๆ ที่ดีไว้ให้ ตอนนี้ผมรู้ว่าถ้าผมได้มีโอกาสพบกับเธออีกครั้ง ผมมีคำหนึ่งที่อยากจะบอก ด้วยสายตาของผมที่จะมองเธออย่างเป็นมิตร แถมด้วยยิ้มเล็กๆ

ขอบคุณครับ

Viva กับแมวตาย

20.07.2002, Esslingen

เกิดความคิดอยากเขียนเรื่องนี้ตอนที่นั่งดูรายการโทรทัศน์ที่พิธีกรสาวสวยกำลังนำเที่ยวแอฟริกาใต้

วิวสวย คนพาเที่ยวก็สวย ก็เลยทำให้นั่งดูไปได้เรื่อยๆ

แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกถึงแมวตาย

ชื่อช่วงรายการนำเที่ยวที่ชื่อว่า Inside Out เหมือนจะบังเอิญผูกเรื่องราวและความคิดเข้าด้วยกัน


เวลาแมวตาย นาทีแรก ตัวมันยังจะอุ่นอยู่ ข้อต่อทุกส่วนยังขยับเขยื้อนได้ เรานั่งมองมันด้วยความเศร้าใจ บางครั้งมันก็โดนรถชน โดนคนเหยียบ โดนหมากัด เราช่วยเหลือมันไม่ได้เสมอไป

หลังจากนั้นสองสามชั่วโมง ตัวมันจะเย็นลง ข้อต่อต่างๆ จะเริ่มแข็ง แขนขาขยับไม่ได้ ตัวมันจะแข็งค้างอยู่ในท่าสุดท้ายของลมหายใจแบบนั้น เหมือนกระดาษสักปึกหนึ่งที่เคยเปียกน้ำแล้วแห้งแข็ง หรือเหมือนกับดอกไม้ในแจกันที่ปักทิ้งไว้จนเหี่ยวแห้งกลายเป็นซากแข็งดำไม่น่ามอง ขนเริ่มแห้งและหลุดโดยง่ายเมื่อถูกดึง น้ำจากต่อมต่างๆ ไหลออกมาทั้งจากตา ปาก และทวาร มดเริ่มไต่ตอม

หนึ่งวันให้หลัง ซากนั้นก็จะแห้งลงอีก ขนที่หลุดเริ่มปลิวหลุดหายไป ลูกตาแห้งไร้ชีวิต มดยังคงตอมและซากนั้นก็เริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น

มีโอกาสได้เห็นมาแค่นี้ ไม่เคยเก็บไว้ดูจนมันสลายไปจนหมดเพราะว่าต้องเอาไปฝังเสียก่อน

แล้ว... พิธีกรสาวสวยคนนี้ ถ้าตายไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

(ถ้าถามแมว มันก็คงตอบคุณว่า คงไม่ต่างจากแมวตายหรอก (ถ้ามันตอบคุณนะ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ขี้เกียจและหยิ่งผยองแถมยังสื่อสารกับคนได้แย่สุดๆ))


ขอขอบคุณ Hollywood และวงการมายาที่สร้างต้นแบบความสวยงามสมัยใหม่ให้กับโลกนี้

สาวหลายคนอดอาหารเพื่อให้ร่างเพรียวบาง หุ่นสวย

สาวๆ หลายคนอดอาหารจนเพรียวบางจริงๆ เห็นแล้วกลัวโดนลมหอบปลิวไป

แต่ก็นั่นหล่ะ ก็ยังนั่งดูรายการทีวีที่มีพิธีกรสาวสวยหุ่นเรียวบางอยู่ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน

ชอบความสวยงามแน่นอน สาวสวยย่อมถูกตาต้องใจ แมวที่มีชีวิตดูสวยงามเราจึงเลี้ยงไว้ดูเล่น ดอกไม้ที่สวยงามใครบ้างจะไม่ชอบ

ท่าพระจันทร์

ท่าพระจันทร์ ...

ลม
เงา
แดด
กลิ่นแม่น้ำ
ความสบาย
มหาวิทยาลัย
ผู้คน
ความชอบ
ความอบอุ่น
ตึกโดม
สนามฟุตบอล
เพื่อนฝูง
นักศึกษา
ร้านค้าแผงลอย
ตลาด
ร้านอาหาร
เรือข้ามฟาก
ไอแม่น้ำ
ลมพัดเย็น
เสียงผู้คนจอแจ
ความทรงจำ
ร้านหนังสือ
ประตูมหาวิทยาลัย
ผู้คนกำลังเดิน
รถติดบนถนนสายแคบ
รถสามล้อ
รถเมล์
ร้านขายพระเครื่อง
ท่าเรือ
บรรยากาศ
ความขลัง
มนต์เสน่ห์
ความสวย
สนามฟุตบอล
สนามหลวง
ร้านขายของทอด
ความเก่าแก่
ความเรียบง่าย
ความคึกคัก
เสียงแม่น้ำ
เสียงเรือ
เสียงคลื่นซัดฝั่ง
ภาพเรือกำลังวิ่งผ่านหน้าไป
ผู้คนบนเรือข้ามฟาก
ความสบาย
ความชอบ
ต้นหูกวาง
การนั่งริมแม่น้ำ
โต๊ะไม้เก่าๆ
ใบไม้ร่วงเกลื่อนบนพื้น
พื้นปูกระเบื้องหินเก่าๆ ที่แตก หัก ไปแล้ว
สีน้ำตาล สีของดิน
ต้นไม้
ความคับแคบ
ความอึดอัด
ความทรงจำ
การนั่ง
การพักผ่อน
การชมวิว
การมอง
การฟัง
การสังเกต
ความสบายใจ
ความหย่อนใจ
ความสบายตัว
ความคิด
การนั่ง
ความอิสระ
ความเพลิดเพลิน
บรรยากาศ
การหย่อนใจ

เทศกาลดอกไม้ไฟ

เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเที่ยงคืนที่ผมกำลังนั่งเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ไฟ ในงานประจำปีที่จัดขึ้นในสวนสาธารณะริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง คืนนี้อากาศอบอุ่นและลมแม่น้ำก็พัดเอื่อยพอให้รู้สึกสบายตัว ดอกไม้ไฟชุดแล้วชุดเล่าถูกจุดและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนไม่ขาดสาย ผู้คนนับร้อยกำลังนั่งชมด้วยความตื่นตาตื่นใจ

ดอกไม้ไฟสีสวยตระการตาอวดแสงสว่างจ้าบนท้องฟ้า ทุกคนกำลังสนุกสนานเฮฮากับงานประจำปี เรือลำใหญ่ที่ลอยล่องอยู่กลางแม่น้ำถูกประดับไปด้วยหลอดไฟสว่างไสว แต่ท้ายสุดผมก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความสงบของคืนนี้ เมื่อมองข้ามความวุ่นวายและสีสันไปให้เหลือแค่ธรรมชาติที่ไร้สิ่งเจือปน ความสบายจากลมฤดูร้อนที่พัดโชยอยู่รอบตัว แสงสะท้อนจากดาวบนท้องฟ้าที่ระยิบระยับเย็นตาประปรายอยู่บนผิวแม่น้ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงแม่น้ำไหล ทำให้รู้สึกถึงมวลน้ำปริมาณมหาศาลที่กำลังไหลผ่านไปพร้อมกับเวลา และมวลความสุขที่ไหลผ่านเลยไปเร็วพอกัน

ผมรู้สึกพอใจกับบรรยากาศนี้เต็มที่ ความสบายดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย จนรู้สึกว่าไม่เหลือความแตกต่างระหว่างอากาศรอบข้าง กับตัวตนที่กำลังเบาบางจางหายไปกับลมฤดูร้อนนั้น ผมเอนตัวลงนอนบนผืนหญ้าริมฝั่งแม่น้ำ แผ่นหลังรู้สึกได้ถึงความชื้นของหยดน้ำค้างบนพรมหญ้านุ่มสบาย สูดกลิ่นจางๆ ของลมแม่น้ำและใบหญ้า และหลับตาลง


27.7.04

ร้านเบียร์

ร้านเบียร์ร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของเมือง ลูกค้าแน่นเต็มร้านตามปรกติของเย็นวันสุดสัปดาห์ เพื่อนๆ ของผมตะโกนคุยกันเสียงดังแข่งกับเสียงเพลงจากลำโพงเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่

คนสิบกว่าคนพยายามเต้นตามจังหวะเสียงเพลง ผมไม่แน่ใจว่าพวกเค้าทำอย่างนั้นเพราะความสนุกสนานหรือเพราะความลืมตัว หรือจะเป็นเพราะแม่สองสาวเปรี้ยวที่เต้นด้วยท่าทียั่วยวนอยู่กลางวงนั่น

ควันบุหรี่ลอยอยู่ทุกซอกทุกมุมของร้าน เสื้อกันหนาวของผมก็คงเหม็นควันบุหรี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมคงต้องซักเสื้อกันหนาวอีกรอบทั้งๆ ที่็เพิ่งจะซักไปเมื่อวันก่อน ผมแน่ใจว่าคืนนี้ผมคงจะนอนหลับไม่สบาย ถึงจะอาบน้ำสระผมแล้ว แต่ควันบุหรี่มหาศาสที่ผมหายใจเข้าไปในปอด จะต้องทิ้งสารบางอย่างที่ทำให้หัวใจผมเต้นแผ่วเร็วและรู้สึกเหนื่อยแรง เมื่อลองคิดดู ร้านนี้ก็ไม่ต่างจากกล่องทึบที่อัดแน่นไปด้วยเสียงเพลงและควันบุหรี่ ส่วนแสงสว่างก็เพียงพอสำหรับให้เห็นอะไรได้เพียงลางๆ เท่านั้น

แอลกอฮอลล์ออกฤทธิ์ ผมเริ่มเมา ผมไม่แน่ใจว่าเพื่อนผมกำลังพูดเรื่องอะไร หรือว่ากำลังพูดอยู่กับใคร

คำพูดของเพื่อนล่องลอยอยู่ในอากาศเบื้องหน้า ผมคิดถึงทะเลสีเขียวคราม ฟ้าสีฟ้าใส สวย แสงแดดอ่อนๆ อุ่นและสบาย และกลิ่นลมทะเล


26.7.04

เธอบอกให้ผมเขียน

เธอไม่ได้บอกผมด้วยความบังเอิญหรอก แต่เป็นเพราะผมเคยถามเธอว่า ถ้าเธอต้องนั่งเครื่องบินสักสิบชั่วโมงเธอจะทำอะไร ผมว่าคำตอบของเธอไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะทำหรอก เธอตอบผมเหมือนจะแนะนำให้ผมทำในสิ่งที่เธอคิดว่าตัวผมเองอยากจะทำต่างหาก ผมคิดว่าคนเราสามารถอ่านใจกันได้ อย่างน้อยก็ในครั้งนี้

ผมและเธอมักจะมีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสมอๆ เราคุยกันนานแต่บางทีก็ไม่มีใจความสาระอะไร บางทีก็คุยกันถึงเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ยากจะอธิบาย หรือบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะมานั่งหาคำอธิบาย เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่กวีผู้ยิ่งใหญ่ ผมอาจจะสามารถอธิบายถึงรสชาติ และความรู้สึกของเม็ดเกลือที่อยู่ในปาก ที่เปลี่ยนจากเม็ดแข็ง ค่อยๆ เหลวละลายและเกิดรสเค็มขึ้นที่บนปุ่มลิ้นของผมจนรสนั้นแพร่ไปกว้างทั่วลิ้นและจางหายไป แต่ผมไม่อาจอธิบายถึงบางเรื่องที่ผมไม่เข้าใจหรือไม่เคยได้สัมผัส ผมไม่สามารถใช้ลิ้นชิมผิวหน้าของแยมผลไม้ขวดหนึ่งอย่างผิวเผิน แล้วอธิบายได้ว่าแยมในขวดนั้นเป็นอย่างไร เพราะทั้งรสชาติ ความรู้สึก รูปทรง มันซับซ้อนยิ่งใหญ่กว่าเม็ดเกลือมากมายนัก กวีเอกเท่านั้นที่สามารถเลือกสรรถ้อยคำและสร้างประโยค ที่สามารถกล่าวถึงทุกสิ่งในโลกนี้ได้อย่างสวยงามน่าหลงไหลและน่าติดตาม

ผมซื้อสมุดมาเล่มหนึ่ง เป็นสมุดปกพลาสติกสีฟ้าอ่อนที่ผมบังเอิญเจอเข้าในแผนกขาย เครื่องเขียนที่กำลังลดราคาสินค้าในห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนแรกผมตั้งใจจะซื้อสมุดเล่มนี้มาเพื่อจดข้อมูล บันทึกที่อยู่ของเพื่อนแทนสมุดเล่มเล็กเล่มเก่าที่ผมใช้มาหลายเดือน และแทบจะไม่มีที่ว่างสำหรับเขียนอะไรได้อีกแล้ว

ผมเอามาเขียนซะแล้ว สองหน้าแล้ว

ผมชอบใช้ปากกาหมึกซึมแบบโบราณเขียนหนังสือ ผมชอบสีน้ำหมึกที่เลอะบนนิ้วมือ มันเป็นหลักฐานที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้ทำงานอะไรลงไปบ้างแล้ว ผมชอบมุมที่สึกไปของหัวปากกาโลหะ ความรู้สึกเวลามุมถนัดของหัวปากกากรีดรอยทิ้งลวดลายบนกระดาษตามแต่ที่ผมจะลากพาไป ผมชอบการเติมน้ำหมึกโดยการใช้ปากกาสูบน้ำหมึกจากขวด

ใช่แล้ว ผมชอบเขียน