จะเขียน

18.4.06

ค่ำปลายฤดูหนาว โต๊ะกินข้าวริมหน้าต่าง
มื้อค่ำเชื่องช้า ฝืดคอ
ผมนั่งมองเธอ เธอนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง
ผมหมดเรื่องพูด เธอหมดความสนใจ
เธอซ่อนความรู้สึกไว้หลังดวงตาเย็นชา
เธอปิดประตูใจไว้ด้วยขวากหนามแหลม
เธอฝังผมไว้ในความเงียบดำมืดน่าอึดอัด
เปลวไฟจากเทียนไขบนโต๊ะหัวเราะร่า
ไหม้เผาทุกความสุขออกจากทุกความทรงจำ
หรือนี่เป็นคืนสุดท้าย?
อาจจะใช่ อาจจะไม่ใช่
ผมตกหลุมภวังค์
ก้อนหินใหญ่ในถ้ำไม่ขยับไหว
โลกรอบตัวโห่ก้องดังอยู่ในหัว
ผมมองตาที่ไร้ความรู้สึกคู่นั้น
ดวงตาที่ตอนนี้จับจ้องมองโลกนอกหน้าต่าง
เธอกรีดใบมีดคม เลือดแดงไหลท่วมถนน
ผมไม่แยแส
เธอจากหายไป
ผมออกเดิน
ฝนตกพรำ ถนนแฉะ
เธอเดินไปข้างๆ ผม

7.4.06

ผมฟังเพลงนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ มันไม่ใช่เพลงแนวที่ผมชอบฟังสักเท่าไหร่ หรือจะว่าชอบก็ได้ (เอ้า ชอบก็ได้ฟะ ใจง่ายซะแล้ว) อันที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้ดีเด่เพราะพริ้งอะไรมากมายนัก แต่วันดีคืนดีผมก็ต้องขุดค้นหาเพลงนี้ขึ้นมาเปิดฟังอีกจนได้ ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้หายคิดถึง เพลงนี้เป็นเพลงบรรเลงที่แสนจะธรรมดา ท่วงทำนองออกไปทางแนวเพลงปลุกใจให้ฮึกเหิม (ว่าไปเรื่อย) แต่ในความธรรมดามันกลับไม่ยักกะธรรมดา ก็มันทำให้ผมฉีกมุมปากยิ้มได้ทุกครั้ง! สาเหตุหน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าผมบ้า ฮ่าๆ นั่งยิ้มคนเดียวได้นะ (อ๊ะล้อเล่น ถึงจะบ้าจริงก็เหอะ ) อืม สาเหตุก็อยู่ที่คนคนนึงที่ผมเคยเปิดเพลงนี้ให้ฟัง ตอนนั้นเรากำลังนั่งอยู่บนรถบัส ผมก็เปิดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาตัวโปรดแล้วก็กำลังฟังเพลงของผมไปตามเรื่อง วันก่อนหน้านั้นเพื่อนคนนึงเพิ่งจะส่งเพลงปลุกใจชวนอมยิ้มที่ว่านี้มาให้ ผมว่าแนวเพลงมันแปลกดีก็เลยถอดหูฟังส่งให้เธอลองฟังดู เธอก็ว่าง่ายรับไปฟังโดยดี ผมก็รอดูว่าเธอจะว่ายังไง ผมรู้ว่าเธอมีนิสัยชอบหยอกล้อเล่นสนุก ครั้งนั้นก็เหมือนกัน หลังจากที่เธอฟังเพลงไปได้แล้วสักพักก็เริ่มออกอาการแปลกๆ เธอส่ายตัวโยกหัวกะด๊อกกะแด๊กไปมาเหมือนจิ้งจกสติแตกโดนแมลงสาบเอาหนวดจี้เอว แถมยังทำหลับตาพริ้มยิ้มหน้าระรื่นกวนประสาท น่ารักน่าชังซะอย่างนั้น อ่ะนะ แล้วผมทำไง ผมชอบตัวประหลาดครับ ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลได้ไม่รังเกียจ แต่ว่าให้ลองฟังเพลงแล้วมีอาการเพี้ยนขนาดนี้ก็เลยได้แค่กึ่งเอ็นดูแล้วก็กึ่งหมั่นเขี้ยว อยากจะเขกหัวยัยตัวดีแบบเน้นๆ งามๆ สักสองสามที :)